การระบาดของเชื้อ Nosema ceranae และความรุนแรงของโรคในผึ้งหลวง (Apis dorsata Fabricius, 1793) ในประเทศไทย
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
บทคัดย่อ โรคโนซีมา (Nosemosis) ในประเทศไทยเกิดจากเชื้อ Nosema ceranae ซึ่งจัดเป็นเชื้อราในกลุ่ม Microsporidian ที่ก่อให้ประชากรของผึ้งลดลง เนื่องจากเชื้อเข้าไปทำลายเซลล์เยื่อผุทางเดินอาหารส่วนกลางของผึ้ง พบการระบาดในผึ้งทุกชนิดในประเทศไทย รวมทั้งผึ้งหลวง (Apis dorsata) ซึ่งเป็นผึ้งพื้นเมืองของประเทศไทย ให้ผลผลิต โดยเฉพาะน้ำผึ้งปริมาณมาก เนื่องจากมีรังขนาดใหญ่ มีจำนวนประชากรมาก และมีบทบาทสำคัญมากต่อระบบนิเวศน์ เนื่องจากทำหน้าที่ผสมเกสรให้พืชชนิดต่าง ๆ โดยเฉพาะพืชอาหารหลัก (crop plants) ของประเทศไทย วัตถุประสงค์ของการวิจัย คือ สำรวจการติดเชื้อ Nosema ในผึ้งหลวงจากพื้นที่ต่างๆ ของประเทศไทย และจำแนกชนิด (species identification) ของเชื้อ Nosema ใช้ทั้งลักษณะทางกายภาพของ Nosama สปอร์ และวิเคราะห์ผลด้วย qPCR และศึกษาผลของเชื้อ N. ceranae ในผึ้งหลวงวรรณะผึ้งงานภายหลังการติดเชื้อ เป็นระยะเวลา 30 วัน โดยวัดอัตราการติดเชื้อ ระหว่างเซลล์ที่ติดเชื้อต่อเซลล์ที่ไม่ติดเชื้อจำนวนร้อยเซลล์, จำนวนสปอร์ต่อผึ้งแต่ละตัว ระดับน้ำตาลทรีฮาโลสใน ฮีโมลิมป์ และปริมาณโปรตีนของต่อมไฮโปฟาลิงค์ นอกจากนี้ยังศึกษาผลของการใช้สารสกัดจากธรรมชาติ เช่น สารสกัดพรอพอลิสจากชันโรง และไคโตซาน ต่ออัตราการติดเชื้อ จำนวนสปอร์ในการติดเชื้อ การเพิ่มปริมาณโปรตีนของต่อม ไฮโปฟาริงค์ และระดับของน้ำตาลทรีฮาโลสในฮีโมลิมป์ของผึ้งหลังได้รับเชื้อระดับ 1,000,000 สปอร์ต่อตัว พบการติดเชื้อ Nosema ผึ้งหลวงทุกพื้นที่ทำการสำรวจ และผลการวิเคราะห์ด้วย qPCR โดยผึ้งที่ติดเชื้อเกือบทั้งหมดเป็นเชื้อ N. ceranae มีเพียงตัวอย่างที่เก็บได้ในเขตขังหวัดลำพูนและเชียงใหม่ที่พบทั้ง N. ceranae และ N. apis นอกจากนี้ยังพบว่าเชื้อที่ระดับความเข้มข้นสูงส่งผลให้ประสิทธิภาพการติดเชื้อและอัตราการติดเชื้อสูงขึ้น และที่น่าสนใจก็คือ สารสกัดพรอพอลิสความเข้มข้นร้อยละ 50 จากชันโรง และไคโตซานความเข้มข้น 0.1 ppm ทำให้ประสิทธิภาพการติดเชื้อและอัตราการติดเชื้อลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม ระดับน้ำตาลทรีฮาโลสในน้ำเลือด ปริมาณโปรตีนในต่อมไฮโปฟาลิงค์ และการรอดชีวิตของผึ้งหลวงเพิ่มขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้รับสารสกัดทั้งสองชนิด ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าสารสกัดพรอพอลิสจากชันโรง และไคโตซานควรพิจารณาเพื่อเป็นทางเลือกของการใช้สารจากธรรมชาติในการนำมาใช้เป็นส่วนผสมในสูตรอาหารเพื่อทำให้ผึ้งในรังสามารถในการต้านโรคโนซีมา คำสำคัญ: โนซีมา, ผึ้งหลวง, สารสกัดพรอพอลิส, ไคโตซาน