การขยายพันธุ์ผึ้งโพรงไทยลูกผสมเพื่อการเลี้ยงผึ้งในพื้นที่แล้ง จังหวัดพะเยา
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
จังหวัดพะเยามีที่ตั้งในเขตภูมิภาคเหนือที่ประสพปัญหาภัยแล้งเป็นประจำทุกปี เป็นปัญหาต่อภาคเกษตรกรรมในการเพาะปลูกข้าว พืชไร่ และไม้ผลเศรษฐกิจ ไม่สามารถสร้างรายได้จากผลผลิตทางการเกษตรได้เพียงพอ จึงเป็นปัญหาต่อรายได้ครัวเรือน อาชีพการเลี้ยงผึ้งจึงเป็นทางเลือกในการเสริมรายได้ครัวเรือนให้กับเกษตรกรในจังหวัดพะเยาระหว่างประสพปัญหาภัยแล้งได้ ผึ้งโพรง (Apis cerana) เป็นผึ้งพื้นเมืองที่กระจายทั่วประเทศไทย ในปี พ.ศ. 2561 มีการย้ายรังผึ้งโพรงกลุ่มประชากรใต้เพื่อการพัฒนาพันธุ์ร่วมกับกลุ่มประชากรเหนือในจังหวัดพะเยา เพื่อให้ผึ้งโพรงแข็งแรงและเลี้ยงลงกล่องได้ ซึ่งเป็นระยะเวลาเดียวกันที่เกษตรกรในจังหวัดพะเยาสนใจการเลี้ยงผึ้งโพรงเพิ่มขึ้น การศึกษาครั้งนี้ดำเนินการเก็บตัวอย่างผึ้งโพรงที่สร้างรังตามธรรมชาติและในกล่องล่อผึ้งโพรงในจังหวัดพะเยาจาก 4 ตำบล 3 อำเภอ โดยมีพื้นที่แปลงเกษตรนายหมื่น พลศิริ ตำบลจุน อำเภอจุน เป็นพื้นที่ศึกษากลุ่มตัวอย่างลูกผสม ซึ่งดำเนินเก็บตัวอย่างต่อเนื่องระหว่างปี 2561-2565 การตรวจสอบผึ้งโพรงลูกผสมโดยการวิเคราะห์เครื่องหมายทางสัณฐานวิทยา โดยการวัดสัณฐานแบบมาตรฐานและแบบเรขาคณิตในโครงสร้างปีก ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าการวัดสัณฐานแบบมาตรฐาน ที่ใช้ลักษณะสำคัญบนจุดตัดเส้นปีกหน้า ใช้ในการระบุประชากรกลุ่มเหนือ ใต้ และลูกผสมได้ โดยการวัดขนาดความยาวและความกว้างของปีกหน้าและปีกหลัง สามารถบ่งชี้ประชากรกลุ่มลูกผสมได้ชัดเจน เนื่องจากมีขนาดปีกใหญ่กว่ากลุ่มเหนือและใต้ เช่นเดียวกับผลการวัดสัณฐานแบบเรขาคณิตบนจุดตัดเส้นปีกหน้า จากการกำหนดตำแหน่งบ่งชี้ 19 ตำแหน่ง แสดงให้เห็นความแปรผันของจุดตัดบน Medial cell และ Radial cell บนปีกหน้า และให้ผลการระบุกลุ่มตัวอย่างได้รวดเร็วและถูกต้อง นอกจากนี้วิเคราะห์เครื่องหมายทางพันธุกรรมในไมโทคอนเดรียลดีเอ็นเอ ที่ตำแหน่งยีน intergenic COI-CII และ COI ส่วน DNA barcoding ผลการศึกษาแสดงความหลากหลายของรูปแบบทางพันธุกรรมจากขนาดของผลิตภัณฑ์ PCR ซึ่งพบว่ารูปแบบพันธุกรรมของผึ้งโพรงในพื้นที่แปลงเกษตรนายหมื่นฯกลุ่มลูกผสม มีความหลากหลายของรูปแบบมากที่สุดและรูปแบบที่อาจระบุกลุ่มลูกผสม ได้แก่ BA, BB, BC, CC ส่วนตำบลพระธาตุขิงแกง พบรูปแบบพันธุกรรม BC ผลการหาลำดับนิวคลีโอไทด์และสร้างแผนภาพต้นไม้จากยีนทั้งสอง พบว่าตำแหน่งยีน COI ส่วนดีเอ็นเอบาร์โค้ด แสดงความหลากหลายของรูปแบบพันธุกรรมสูงกว่าตำแหน่งยีน intergenic COI-COII แต่ที่ตำแหน่งยีนนี้สามารถแสดงความสัมพันธ์ที่สอดคล้องกับการแพร่กระจายของตัวอย่างได้ดี โครงการวิจัยมีส่วนร่วมในการบริการวิชาการถ่ายทอดความรู้ผ่านโครงการ U2T มหาวิทยาลัยพะเยา จำนวน 4 ครั้ง ณ ตำบลท่าวังทอง ตำบลแม่ลาว ตำบลฝายกวาง และตำบลปง และกิจกรรมคลินิกเทคโนโลยีมหาวิทยาลัยพะเยา ณ ตำบลพระธาตุขิงแกง นอกจากนี้ได้ดำเนินการร่วมกับโครงการ อพ.สธ. ผึ้งโพรง เพื่อปลูกจิตสำนึกเกี่ยวกับผึ้งโพรง ณ ตำบลห้วยยางขาม ตำบลแม่นาเรือ อีกทั้งบริการวิชาการอย่างต่อเนื่องให้กับเกษตรกรต้นแบบการทำการเกษตรปลอดภัย ณ ตำบลจุนและตำบลพระธาตุขิงแกง อำเภอจุน จังหวัดพะเยา โดยมีแกนนำผู้เลี้ยงผึ้งจำนวน 5 ราย และเกษตรกรจำนวน 359 ราย ได้รับการถ่ายทอดความรู้ในการอบรมการเลี้ยงผึ้งโพรง รายได้จากการเก็บน้ำผึ้งจากผึ้งโพรงลูกผสม ระหว่างเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม พ.ศ. 2565 ได้น้ำผึ้งคุณภาพดีความชื้นต่ำ มีน้ำหนักระหว่าง 10-15 กิโลกรัม นอกจากนี้รังผึ้งที่จัดการรวงรังลงคอนเลี้ยงในกล่องเลี้ยง ที่แหล่งอาหารอุดมสมบูรณ์และปัจจัยกายภาพดีที่สุด อาจเก็บผลผลิตน้ำผึ้งครั้งที่ 2 ได้อีกประมาณร้อยละ 50-70 ผึ้งโพรงลูกผสมหนึ่งรังอาจมีรายได้จากผลิตภัณฑ์น้ำผึ้งประมาณ 2,500-3,500 บาท เช่นเดียวกับผึ้งโพรงรังธรรมชาติ 2-3 รัง การศึกษานี้สรุปได้ว่าผึ้งโพรงลูกผสมมีแนวโน้มจัดการรวงรังลงคอน มีความแข็งแรง ขยายจำนวนประชากร ให้ปริมาณน้ำผึ้งที่ดี แต่อาจมีความก้าวร้าวในการป้องกันรัง ซึ่งสามารถอยู่รอดในภาวะที่มีศัตรูผึ้งเข้ารุกรานได้ดี ผลกระทบของผึ้งโพรงลูกผสมในพื้นที่จังหวัดพะเยาครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่าการเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพของประชากรผึ้งโพรงไทย อาจสนับสนุนให้การเลี้ยงผึ้งโพรงในพื้นที่ขยายตัวมากขึ้นในอนาคต