การตระหนักถึงคุณค่าและทัศนคติต่อผู้สูงอายุของสังคมไทย
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาการเห็นคุณค่าผู้สูงอายุของสังคมไทย 2) เพื่อศึกษาทัศนคติต่อผู้สูงอายุของสังคมไทย จากประชาชนใน จังหวัดจันบุรี จังหวัดชลบุรี จังหวัดระยอง จำนวน 200 คน กำหนดจัดหวัดละ 67 คน โดยวิธีการตอบแบบสอบถาม เป็นการสุ่มอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi Sampling) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าร้อยละ คะแนนเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงแบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่าส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง จำนวน 122 คน คิดเป็นร้อยละ 61 อายุอยู่ในช่วง 30-49 ปี จำนวน 99 คน คิดเป็นร้อยละ 49.5 สถานภาพสมรส จำนวน 91 คน คิดเป็นร้อยละ 45.5 ระดับการศึกษาปริญญาตรี จำนวน 88 คน คิดเป็นร้อยละ 44.5 รายได้เฉลี่ยต่อเดือนอยู่ในช่วง 10,001 – 20,000 บาท จำนวน 55 คน คิดเป็นร้อยละ 27.25 แต่พบว่ามีรายได้ไม่แน่นอนจำนวน 17 คน คิดเป็น ร้อยละ 8.5 ประกอบอาชีพเกษตรกร จำนวน 54 คน คิดเป็นร้อยละ 27.0 จำนวนผู้สูงอายุในครอบครัว 2 คน จำนวน 62 คน คิดเป็นร้อยละ 31 โดยภาพรวมมีจำนวนผู้สูงอายุ 1 คน 2 คน และมากว่า 2 คน จำนวน 145 คน คิดเป็นร้อยละ 72.5 และผู้มีประสบการณ์ดูแลผู้สูงอายุ จำนวน 112 คน คิดเป็นร้อยละ 56 ประชาชนเห็นคุณค่าด้านความกตัญญูภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง ที่ 3.20 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.918 ลำดับแรกความกตัญญูต่อผู้สูงอายุในครอบครับเป็นสิ่งที่ท่านยึดถือปฏิบัติ อยู่ในระดับมาก 4.01 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.836 รองลงมาเชื่อว่าการเลี้ยงดูบิดา มารดาที่สูงอายุจะเป็นมงคลแก่ชีวิต ในระดับมากที่ 3.62 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.985 และลำดับสุดท้ายพบว่าคนในสังคมเชื่อว่าการเลี้ยงดู ช่วยเหลือผู้สูงอายุเป็นบุญ อยู่ในระดับน้อย ที่ 2.37 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.098 สังคมไทยยังมีความยึดถือในเรื่องความกตัญญูกตเวที โดยเฉพาะในกลุ่มชนช่วงอายุวัยผู้ใหญ่ ประชาชนมีทัศนคติในเชิงบวก มากว่าเชิงลบ โดยทัศนคติเชิงบวกภาพรวม อยู่ในระดับปานกลาง ที่ 3.23 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 1.107 ความเห็นที่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดในช่วงวัยผู้ใหญ่ถึงวัยสูงอายุจะมีความเห็นไปในทางเดียวกัน แตกต่างกับกับวัยเด็กและวัยรุ่นที่มีความคิดเห็นไปในแนวทางเดียวกันเช่นกัน ซึ่งมีความคิดเห็นว่าบิดา มารดา ผู้สูงอายุ เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของครอบครัว อยู่ในระดับมาก 3.54 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 1.018 มากที่สุด ภาพรวมทัศนคติเชิงลบของสังคมไทยอยู่ในระดับปานกลาง ที่ 2.78 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 1.107 ลำดับแรกที่เป็นเชิงลบ คิดว่าผู้สูงอายุเป็นคนล้าสมัย จู้จี้ ขี้บ่น ชอบติ ขี้บ่น วิพากษ์วิจารณ์ อยู่ในระดับปานกลาง ที่ 3.38 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 1.078 ระบบอาวุโสเป็นเรื่องล้าสมัย ในระดับมากที่ 3.32 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 1.398 มีความคิดเห็นที่แตกต่างของช่วงวันผู้ใหญ่มีถือความอาวุโส ซึ่ง เด็กและวัยรุ่นไม่เห็นความสำคัญของระบบอาวุโส และลำดับสุดท้ายพบว่าคนในสังคมคิดว่าผู้สูงอายุควรอยู่ในบ้านพักคนชรา อยู่ในระดับน้อยที่สุด ที่ 1.51 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.833 ทำให้เห็นว่าคนในสังคมแม้จะมีทัศคติเชิงลบกับผู้สูงอายุอยู่บ้าง แต่ยังคงเห็นผู้สูงอายุ เห็นความสำคัญ และเป็นคนในครอบครัวจึงไม่ปรารถนาให้ไปอยู่บ้านพักคนชรา ด้านการส่งเสริมพบว่า ภาพรวมอยู่ในระดับมาก ลำดับแรกเน้นการส่งเสริมค่านิยมของสถาบันครอบครัว อยู่ในระดับมาก ที่ 3.85 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.995 รองลงมาการส่งเสริมค่านิยมและตระหนักถึงคุณค่าผู้สูงอายุ อยู่ในระดับมาก ที่ 3.72 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 1.045 และการส่งเสริมลำดับสุดท้าย การส่งเสริมค่านิยมโดยการรณรงค์ อยู่ในระดับมาก ที่ 3.20 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 1.003 ประชาชนในสังคมยังเล็งเห็นความสำคัญของผู้สูงอายุเห็นว่า ควรมีการส่งเสริมและประชาสัมพันธ์แนวคิดและค่านิยมเกี่ยวกับการกตัญญูกตเวที การตระหนักถึงคุณค่าแก่ผู้สูงอายุจากสื่อต่างๆ ควรส่งเสริมให้ผู้สูงอายุที่มีความรู้และทักษะเชี่ยวชาญในเรื่องต่างๆ ให้คำปรึกษา หรือ เผยแพร่ความรู้และภูมิปัญญาแต่คนรุ่นหลัง และควรกระตุ้นการปลูกฝังให้ครอบครัวมีการจัดกิจกรรมระหว่างผู้สูงอายุกับลูกหลาน คนในครอบครัวตั้งแต่วัยเด็ก เช่น การเล่านิทาน การเล่าเรื่องในอดีตที่สำคัญ การทานข้าวร่วมกัน การไปเที่ยวร่วมกัน การพบปะกันในครอบครัวทั้งในวันเทศกาล และเมื่อมีเวลา