พฤติกรรมการสื่อสารผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์กับการเห็นคุณค่าในตนเองของผู้สูงอายุในเขตกรุงเทพมหานคร
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed methodology Research) ทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยมีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาพฤติกรรมการสื่อสารผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ของผู้สูงอายุในเขตกรุงเทพมหานคร และ 2. เพื่อศึกษาการเห็นคุณค่าในตนเองของผู้สูงอายุในเขตกรุงเทพมหานคร สำหรับการวิจัยเชิงปริมาณใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้สูงอายุในเขตกรุงเทพมหานครจำนวน 400 คน และใช้สถิติได้แก่ จำนวน (Frequency) ร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) และใช้การเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยสำหรับกลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่มที่เป็นอิสระต่อกัน (Independence t-test) และใช้การวิเคราะห์ความแปรปรวนจำแนกทางเดียว (One - way ANOVA) สำหรับการทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยมากกว่า 2 กลุ่ม เมื่อพบความแตกต่างจะทำการเปรียบเทียบรายคู่โดยวิธีผลต่างนัยสำคัญ LSD (Least Square Method) และการวิเคราะห์หาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน (Pearson’s Product Moment Correlation Coefficient) ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีพฤติกรรมการสื่อสารผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์อยู่ในระดับปานกลาง (x? = 2.87, S.D. = 0.683) โดยใช้ LINE ใช้ทุกวัน ใช้ต่อครั้งมากกว่า 60 นาทีขึ้นไป ใช้ฟังก์ชั่นสนทนาส่วนบุคคล (Chat) ใช้เพื่อติดตามข้อมูลข่าวสาร ความรู้ ความบันเทิง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประจำวัน โดยใช้ติดต่อกับพ่อแม่ญาติพี่น้อง/บุตรหลาน/คนในครอบครัวมากที่สุด แต่มีผลเสียจากการใช้คือ เสียเวลาในการทำกิจกรรมอย่างอื่น และมีการเห็นคุณค่าในตนเองอยู่ในระดับปานกลาง (x? = 3.25, S.D. = 0.737) โดยเห็นว่าตนเองเป็นคนที่มีคุณค่ามากที่สุด สำหรับผลการทดสอบสมมติฐานการวิจัยทั้ง 3 ข้อ ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.05 พบว่า 1. ผู้สูงอายุในเขตกรุงเทพมหานครที่มีระดับการศึกษา รายได้ส่วนตัวต่อเดือน และสถานภาพที่แตกต่างกันมีพฤติกรรมการสื่อสารผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์แตกต่างกัน 2. ผู้สูงอายุในเขตกรุงเทพมหานครที่มีเพศ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ รายได้ส่วนตัวต่อเดือน และสถานภาพที่แตกต่างกันมีการเห็นคุณค่าในตนเองแตกต่างกัน และ 3. พฤติกรรมการสื่อสารผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์มีความสัมพันธ์กับการเห็นคุณค่าในตนเองในเชิงบวก สำหรับการวิจัยเชิงคุณภาพใช้แบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง (Semi-Structured Interviews) เป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้สูงอายุในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 18 คน ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีพฤติกรรมการสื่อสารผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ ได้แก่ ใช้แอพพลิเคชั่นไลน์มากที่สุด ใช้งานทุกวัน ใช้ 30 นาที – 1 ชั่วโมงต่อครั้ง ใช้เพื่อสนทนากับบุคคลอื่นๆ ใช้เพื่อติดตามข้อมูลข่าวสาร ใช้เพื่อติดต่อกับเพื่อนและบุคคลในครอบครัว และเห็นว่ามีผลเสียคือเสียเวลาในการทำกิจกรรมอื่น นอกจากนั้นกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เห็นคุณค่าในตนเอง ได้แก่ เป็นคนมีคุณค่า มีความเชื่อมั่นในตนเอง สามารถปรับตัวเข้ากับยุคสมัยได้ ได้รับการยอมรับจากบุคคลอื่นๆ คลายเครียด และเห็นว่าวัยรุ่นควรใช้งานอย่างระมัดระวังควรมีผู้ปกครองดูแลอย่างใกล้ชิด