การประเมินผลผลิตและความหลากหลายของสัตว์น้ำเศรษฐกิจบางชนิด ในทะเลสาบสงขลาด้วยข้อมูลจากการทำการประมงในปี 2561
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
ลุ่มน้าทะเลสาบสงขลา เป็นแหล่งผลิตและเป็นต้นทุนสร้างความมั่นคงด้านอาหารสัตว์น้า ที่อุดมสมบูรณ์มากแห่งหนึ่ง ซึ่งลักษณะเด่นของทะเลสาบสงขลาที่มีรอยต่อระหว่างน้าจืดกับน้าเค็ม ทาให้มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง และเป็นแหล่งแพร่ขยายพันธุ์ของสัตว์น้าที่มีความสาคัญทางเศรษฐกิจหลายชนิด ชุมชนรอบทะเลสาบสงขลาต่างมีส่วนเกี่ยวข้องและพึ่งพารายได้จากทรัพยากรในทะเลสาบสงขลา ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงปริมาณสัตว์น้าอาจส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตและความเป็นอยู่ของชุมชนรอบพื้นที่ โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงด้านปริมาณผลผลิตจากทรัพยากรประมง เช่น ไพโรจน์ (2533) สารวจความชุกชุมของสัตว์น้าในทะเลสาบสงขลาตอนนอก พบสัตว์น้าจานวน 90 ชนิด Sirimontaporn (1990) สารวจพบ ชนิดปลาตั้งแต่ปี 2510-2533 จานวน 421 ชนิด สิริและคณะ (2529) ได้รายงานว่า ปริมาณผลผลิตสัตว์น้าในทะเลสาบสงขลามีจานวน 12,292.6 ตัน/ปี อังสุนีย์และคณะ (2539) ประเมินผลการจับสัตว์น้าจากทะเลสาบสงขลา ปี 2537-2538 พบว่ามีผลผลิตจานวน 9,634.2 ตัน/ปี ซึ่งนับว่าเป็นสภาวะที่ศักยภาพการผลิตของทะเลสาบสงขลาถดถอยลง และหลังจากนั้นตลอดระยะเวลา 10 กว่าปี ตั้งแต่ปี 2546 กรมประมงได้มีโครงการฟื้นฟูทรัพยากรประมงในทะเลสาบสงขลา โดยเน้นการมีส่วนร่วมของชุมชนเป็นหลักนับว่าเป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพระดับหนึ่ง ในการปรับเปลี่ยนวิธีการใช้ประโยชน์อย่างมีจิตสานึกในการอนุรักษ์ ที่จะมีผลต่อการเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของลุ่มน้าทะเลสาบสงขลา ดังนั้น การสารวจติดตามประเมินปริมาณสัตว์น้าเป็นกิจกรรมหนึ่งที่มีการเก็บรวบรวมข้อมูล เพื่อทาให้ทราบถึงสถานภาพและการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้าง การกระจายของประชากรสัตว์น้าในทะเลสาบสงขลา ซึ่งเป็นลักษณะเด่นด้านระบบนิเวศที่มีสภาพของน้าทั้ง 3 ระบบ คือ น้าจืด น้ากร่อย และน้าเค็ม ด้วยเหตุนี้ข้อมูลด้านความชุกชุมและความหลากหลายของสัตว์น้าจึงมีความสาคัญและเป็นประโยชน์เพื่อประเมินผลการเปลี่ยนแปลง ทั้งเชิงพื้นที่และเวลา เพื่อนาไปสู่การสร้างมาตรการและปรับปรุงแนวทางในการจัดการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นการศึกษาในครั้งนี้ เป็นการนาข้อมูลที่เก็บรวบรวมเพื่อประเมินการเปลี่ยนแปลงความชุกชุมและความหลากหลายของสัตว์น้าเศรษฐกิจในพื้นที่ลุ่มน้าทะเลสาบสงขลา เพื่อทราบถึงสถานภาพและแนวโน้มสัตว์น้าในแต่ช่วงเวลา และแต่ละพื้นที่ ทรัพยากรธรรมชาติมีอยู่อย่างจากัด การที่จะดารงไว้ให้เกิดความยั่งยืน มนุษย์จาเป็นต้องศึกษาความเหมาะสมในการใช้ประโยชน์และการจัดการที่เหมาะสม เพื่อให้เกิดความสมดุลและสอดคล้องกับการพัฒนาด้านเศรษฐกิจและสังคม การจัดการทรัพยากรธรรมชาติจึงต้องเปิดโอกาสให้สาธารณชนรับทราบ การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติของแต่ละหน่วยงานและชุมชนในพื้นที่ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน หลักการที่สาคัญในการจัดการทรัพยากรประมงโดยชุมชน เหล่านี้จะนามาซึ่งความยั่งยืน ซึ่งในพื้นที่ลุ่มน้าทะเลสาบสงขลาได้มีการดาเนินกิจกรรมในส่วนของการมีส่วนร่วมของชุมชน การสร้างจิตสานึกในการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด มาตั้งแต่ปี 2546 ถึงปัจจุบัน ดังนั้นการวางแผนเพื่อศึกษาเพื่อประเมินผลผลิตจากการทาการประมง ทาให้ทราบถึงจานวนชาวประมง ชนิดและจานวนเครื่องมือที่ใช้ทาการประมง ปริมาณผลผลิตและความหลากหลายของสัตว์น้าที่จับได้จากเครื่องมือแต่ละชนิด และการใช้ประโยชน์ของชาวประมง ผู้รวบรวม ผู้จาหน่าย และผู้มีส่วนได้ส่วนส่วนเสีย และเพื่อเป็นการเปรียบเทียบความอุดมสมบูรณ์ในอดีต เช่น อังสุนีย์และคณะ (2539) ประเมินผลการจับสัตว์น้าในทะเลสาบสงขลา ปี 2538 ชาวประมงสามารถจับสัตว์น้าได้ 9634.2 ตัน/ปี โดยสามารถจับได้บริเวณทะเลสาบสงขลาตอนบนและทะเลสาบตอนกลาง 5,744.8 ตัน บริเวณทะเลสาบตอนนอก 3,361.1 ตัน บริเวณทะเลน้อย 528.3 ตัน และสิริและคณะ (2529) ศึกษาผลการจับสัตว์น้าในปี 2528 จับได้ 12,292.6 ตัน/ปี นอกจากลุ่มน้าทะเลสาบสงขลาแล้ว ในแหล่งน้าธรรมชาติอื่นๆ ก็มีการศึกษาเพื่อดูความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรประมงเช่นกัน เช่น ปริญดาและคณะ (2558) รายงานความหลากหลายของชนิดพันธุ์ปลาในกว๊านพะเยา มีจานวน 44 ชนิด 17 วงศ์ ความชุกชุมเชิงพื้นที่เฉลี่ย 1.23 ? 0.45 กิโลกรัมต่อไร่ บุญส่งและคณะ (2558) การประเมินความชุกชุมและความหลากหลายของประชาคมปลาในพื้นที่ลุ่มน้าโขงเขตประเทศไทย โดยรวบรวมข้อมูลผลการจับ พบชนิดพันธุ์ปลา 188 ชนิด และศึกษาในแม่น้าเจ้าพระยาพบชนิดพันธุ์ปลา 134 ชนิด 35 วงศ์ เป็นต้น เพื่อให้ได้มาซึ่งแนวทางในการบริหารจัดการเพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์ได้อย่างสูงสุดและยั่งยืนต่อไป