การติดตามผลการรักษา และพยากรณ์พยาธิสภาพของผู้ป่วยโรคติดเชื้อเอชไอวี โดยใช้วิธีที่ง่าย ราคาถูก ได้มาตราฐาน และใช้ร่วมกับเทคโนโลยีที่มีอยู่แล้วในประเทศไทย
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
ในปัจจุบัน เทคโนโลยีด้านวิทยาภูมิคุ้มกันและไวรัสวิทยาที่ใช้ในการตรวจติดตามผู้ป่วยที่ติดเชื้อเอชไอวีนั้น มีราคาสูง มีความซับซ้อน ซึ่งทำให้การนำไปใช้ในประเทศที่มีทรัพยากรจำกัดเป็นไปได้ โดยวิธี single-platform (SP) ด้วยเครื่องโฟลไซโตมิเตอร์เป็นวิธีมาตราฐานในการตรวจวัดปริมาณ CD4 ที-ลิมโฟไซต์ ซึ่งวิธี SP ต้องใช้ไมโครบีดส์จากต่างประเทศซึ่งมีราคาแพง คณะผู้วิจัยได้ทำการพัฒนาเม็ดเลือดแดงไก่ที่ตรึงด้วยกลูตาราลดีไฮด์ซึ่งเรียกว่า Biobeads* เพื่อใช้แทนไมโครบีดส์ในการตรวจวัดค่าสมบูรณ์ของ CD4 ที-ลิมโฟไซต์ ในเลือดจากผู้ป่วยที่ติดเชื้อเอชไอวีได้เป็นผลสำเร็จ โดยผลการศึกษาที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่า Biobeads* สามารถนำมาใช้แทนไมโครบีดส์ในวิธี SP ได้ อย่างไรก็ตาม ในการศึกษาที่ผ่านมานั้นใช้ Biobeads* ร่วมกับโปรแกรม CellQUEST ซึ่งไม่ได้เป็นโปรแกรมอัตโนมัติ มีการทำงานค่อนข้างซับซ้อน ในการวิจัยครั้งนี้ คณะผู้วิจัยจึงทำการปรับปรุงโปรแกรมอัตโนมัติที่ใช้สำหรับตรวจวัดค่าสมบูรณ์ของ CD4 ที-ลิมโฟไซต์เพื่อใช้กับ Biobeads* ได้และทำการทดสอบเบื้องต้นเป็นผลสำเร็จ และได้ทำการทดสอบแบบ multicenter ในห้องปฏิบัติการ 6 แห่งในประเทศไทย ได้แก่ ภาควิชาวิทยาภูมิคุ้มกัน คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล, ภาควิชาเวชศาสตร์การธนาคารเลือด คณะสหเวชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, โรงพยาบาลชลบุรี, โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา, สถาบันบำราศนราดูร และหน่วยเครื่องมือพิเศษเพื่อการวิจัย สถานส่งเสริมการวิจัย คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ผลการประเมินในตัวอย่างจำนวน 425 ราย แสดงให้เห็นว่า ทั้งค่าสมบูรณ์และเปอร์เซ็นต์ของ CD4 ที-ลิมโฟไซต์ที่ได้จากการใช้ Biobeads* เปรียบเทียบกับวิธีมาตราฐานมีค่า correlation สูง (R2= 0.9534 และ 0.9987 ตามลำดับ) และ mean bias มีค่าเท่ากับ 42.9 เซลล์/ไมโครลิตรและ -0.01% ตามลำดับ นอกจากนี้ คณะผู้วิจัยยังพัฒนาน้ำยา LeucoTag* ขึ้นโดยใช้การย้อมด้วยไบโอติน-สเตร็ปตาวิดิน biotin-streptavidin เพื่อใช้หาค่าร้อยละของ CD4 ที-ลิมโฟไซต์ ซึ่งสามารถวิเคราะห์ได้ถึง 4 ตัวอย่างในหลอดทดลองเดียวโดยใช้ปริมาณของชุดโมโนโคลนอลแอนติบอดีสำหรับการย้อมเพียง 1 ตัวอย่างเท่านั้น ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าค่าร้อยละของ CD4 ที-ลิมโฟไซต์ที่จากการใช้น้ำยา LeucoTag* มีค่า correlation สูง, percent simialrity สูง รวมถึงค่า mean bias ต่ำเมื่อเทียบกับวิธีมาตราฐาน นอกจากการตรวจวัดปริมาณ CD4 ที-ลิมโฟไซต์ การตรวจหาปริมาณไวรัสในกระแสเลือดในผู้ป่วยที่ติดเชื้อเอชไอวีก็เป็นอีกการตรวจติดตามในผู้ป่วยอีกวิธีหนึ่ง ซึ่งมีราคาแพง มีความไวสูงต่ออุณหภูมิและการปนเปื้อน คณะผู้วิจัยได้พยายามพัฒนาการใช้ชุดตรวจ EnzChek? assay ในการตรวจหาปริมาณไวรัสในกระแสเลือดด้วยเครื่องโฟลไซโตมิเตอร์เปรียบเทียบกับการใช้เครื่องอ่านผลแบบฟลูออเรสเซนต์ โดยผลการศึกษาเบื้องต้นพบว่า การตรวจวัดด้วยเครื่องโฟลไซโตมิเตอร์ให้ลักษณะการตรวจวัดใกล้เคียงกับการใช้เครื่องอ่านผลแบบฟลูออเรสเซนต์ โดยจากผลการศึกษาทั้งหมดสามารถสรุปได้ว่า คณะผู้วิจัยได้พัฒนาเทคโนโลยีด้านวิทยาภูมิคุ้มกันและไวรัสวิทยาโดยใช้เครื่องโฟลไซโตมิเตอร์ในการตรวจติดตามผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวีที่มีราคาถูก ใช้งานง่ายได้หลายวิธี ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างมากในการบริหารจัดการงบประมาณในประเทศที่มีทรัพยากรจำกัด