การหาสารออกฤทธิ์ในสมุนไพรไทยและการนำยามาใช้ประโยชน์ในทางใหม่เพื่อต้านไวรัสเด็งกี่
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
<p>โรคไข้เลือดออกซึ่งเกิดจากไวรัสเด็งกี่มีผลกระทบทางลบกับหลายประเทศในเขตร้อนรวมถึงประเทศไทย</p> <p>ปัจจุบันยังไม่มียาที่สามรถต้านไวรัสเด็งกี่ได้สำเร็จ</p> <p>เพื่อมุ่งเป้าในการหายาต้านไวรัสนี้ สามารถทำวิจัยในหลายแนวทาง เช่น การนำยาอื่นที่มีอยู่เดิมมาใช้ประโยชน์ในทางใหม่เพื่อต้านไวรัสเด็งกี่ ซึ่งเป็นวิธีที่สามารถลดต้นทุนด้านเวลา ลดค่าใช้จ่าย และลดความเสี่ยงที่ยาจะล้มเหลว หรือ การหายาโดยเริ่มจากสารออกฤทธิ์ที่มีในธรรมชาติ</p> <p>ในส่วนของสมุนไพรไทย มีรายงานว่า สมุนไพรบางชนิดมีฤทธิ์ต้านไวรัสเด็งกี่ ในจำนวนนั้น มี 7 ชนิดที่ ได้รับการทดสอบแล้วว่าสารสกัดจากสมุนไพรมีฤทธิ์ต้านไวรัสเด็งกี่ได้จริง แต่ไม่มีการรายงานว่าสารออกฤทธิ์ที่แท้จริงคือสารใดบ้าง </p> <p>งานนี้จึงได้รวมรวม สารที่พบในสมุนไพรไทยทั้ง 7 ชนิดดังกล่าว คิดเป็นจำนวนสารทั้งหมด 175 ชนิด และยาแผนปัจจุบันที่ได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยาสหรัฐ (FDA)จำนวน 1615 ตัว และจะใช้แบบจำลองทางเคมีเพื่อคัดกรอง และ จัดลำดับสารตามความสามารถในการจับกับโปรตีนของไวรัส รวมทั้งจะคำนวณหา ligand-protein interactions ที่มีความสำคัญต่อการออกฤทธิ์ </p> <p>ผลที่ได้จากแบบจำลอง จะนำไปคัดเลือกสารที่คำนวณแล้วว่าสามารถออกฤทธิ์ได้ดี มี interactions ที่สำคัญ และมีโครงสร้างต่างจากสารออกฤทธิ์ที่มีอยู่เดิมมากพอ และนำสารบริสุทธิ์กลุ่มที่คัดเลือกแล้วนั้นไปทดสอบ เพื่อพิสูจน์การยับยั้งเชื้อไวรัสในเซลล์ และทดสอบความเป็นพิษในระดับเซลล์</p> <p>ผลที่คาดว่าจะได้รับหลังจบโครงการ คือ สามารถพิสูจน์ได้ว่า สารบริสุทธิ์ที่พบในสมุนไพรตัวได้บ้างสามารถต้านไวรัสเด็งกี่ และอาจพบยาเดิมที่สามารถนำมาใช้ต้านไวรัสเด็งกี่ได้ด้วย</p> <p>นอกเหนือจากนั้น ข้อมูลเกี่ยวกับการจับตัวของสารกับโปรตีนของไวรัส จะช่วยนำไปสู่ความเข้าใจว่าตัวยาหรือสารออกฤทธิ์นั้น สามารถยับยั้งไวรัสด้วยวิธีใด ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนายาต่อไป</p>