การจำแนกสายพันธุ์และการคัดเลือกสายพันธุ์สมุนไพรกวาวเครือและว่านชักมดลูกเพื่อเพิ่มคุณภาพวัตถุดิบสมุนไพร
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
โครงการนี้เกี่ยวข้องกับการศึกษาพืชสมุนไพรไทยที่ส าคัญสองชนิด ได้แก่ กวาวเครือขาว (Pueraria mirifica) และว่านชักมดลูก (Curcuma spp.) เพื่อจัดจ าแนกกลุ่มสายพันธุ์กวาวเครือขาวโดยใช้ข้อมูลลายพิมพ์ดี เอ็นเอ และคัดเลือกว่านชักมดลูกสายพันธุ์ดีที่มีสารไฟโตเอสโตรเจนหลักสูงและไม่มีสารพิษ โครงการวิจัยที่1 โครงการวิจัยย่อยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะจัดจ าแนกสายพันธุ์กวาวเครือขาวโดยใช้เครื่องหมายดีเอ็นเอ เทคนิคเอเอฟแอลพีได้ถูกน ามาใช้ในการตรวจสอบลายพิมพ์ดีเอ็นเอตัวอย่างกวาวเครือขาวที่เก็บรวบรวมมาจากทั่ว ประเทศไทย ผลการทดลองพบว่าเทคนิคเอเอฟแอลพีสามารถจ าแนกสายพันธุ์กวาวเครือขาวได้ดีจากผลการ วิเคราะห์แผนภูมิทางพันธุกรรมที่สร้างโดยอาศัยข้อมูลจากเทคนิคเอเอฟแอลพี ตัวอย่างกวาวเครือขาว 87 ตัวอย่าง แบ่งเป็นสองกลุ่มใหญ่ๆ กลุ่มที่ 1 ประกอบด้วยตัวอย่างจากอุทยานแห่งชาติตะรุเตาทั้งหมด ในขณะที่ตัวอย่าง อื่น ที่เหลือถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มที่ 2 โดยตัวอย่างในกลุ่มที่ 1 และ 2 สามารถแบ่งออกเป็นกลุ่มย่อยได้ 2 และ 13 กลุ่ม ย่อย ตามล าดับ ผลการทดลองนี้ยังแสดงให้เห็นว่าการจัดกลุ่มของตัวอย่างกวาวเครือขาวมีความสัมพันธ์กับ แหล่งที่มาของเชื้อพันธุกรรม เมื่อพิจารณาข้อมูลลายพิมพ์ดีเอ็นเอร่วมกับข้อมูลแหล่งที่มา และลักษณะทางสัณฐาน วิทยา พบว่าตัวอย่างกวาวเครือขาวทั้งหมดสามารถจัดจ าแนกได้เป็น 43 กลุ่มสายพันธุ์ย่อย โครงการวิจัยที่2 ว่านชักมดลูกเป็นพืชสมุนไพรไทยในสกุล Curcuma ที่มีการน ามาใช้ประโยชน์กันอย่างแพร่หลาย แต่พืช ในสกุลนี้มีลักษณะทางสัณฐานวิทยาที่คล้ายคลึงกันมาก จึงอาจเกิดความสับสนในการน าไปใช้ประโยชน์ การศึกษา ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาองค์ประกอบทางเคมี และปริมาณของสารไฟโตเอสโตรเจนหลักและสารพิษในว่าน ชักมดลูกกลุ่ม Curcuma sp. C. latifolia และ C. comosa โดยสกัดว่านชักมดลูกแห้งจาก Curcuma sp. และ C. latifolia ด้วยตัวท าละลายนอร์มัลเฮกเซน เอทิลอะซิเตต และ 95% เอทานอล ได้ปริมาณสารสกัดเฮกเซน สาร สกัด เอทิลอะซิเตต และสารสกัดเอทานอลจ านวน 2.3% 3.2% และ 5.8% จากหัวว่านแห้ง ตามล าดับ น าสารสกัดทั้งสามนี้มาแยกออกเป็นส่วนย่อย (fractions) สามารถแยกสารพิษกลุ่ม sesquiterpenes ได้ 5 ชนิด คือ germacrone furanodienone curzerenone curdione และ zederone ศึกษาและวิเคราะห์หาสารในสาร สกัดว่านสายพันธุ์ C. comosa ด้วยตัวท าละลายนอร์มัลเฮกเซน เอทิลอะซิเตต และ 95% เอทานอล ได้ปริมาณ สารสกัดเฮกเซน เอทิลอะซิเตต และเอทานอลจ านวน 0.48% 0.75% และ 1.38% จากหัวว่านแห้ง ตามล าดับ สารสกัดจากตัวท าละลายทั้งสามนี้ สามารถแยกสารกลุ่ม diarylheptanoid ออกมาได้ 2 ชนิด คือ 1,7- diphenyl-(6E)-6-hepten-3-ol และ 1,7-diphenyl-(4E, 6E)-4,6-heptadien-3-ol น าสารที่แยกได้ทั้ง 7 ชนิด ไปวิเคราะห์หาสูตรโครงสร้าง เพื่อใช้เป็นสารมาตรฐานในการวิเคราะห์หาปริมาณสารไฟโตเอสโตรเจนหลัก และ สารพิษจากว่านชักมดลูกในแต่ละกลุ่ม จากการตรวจวัดปริมาณสารเคมีที่เป็นองค์ประกอบที่ส าคัญทั้ง 7 ชนิดใน ว่านชักมดลูกกลุ่ม Curcuma sp. และ C. latifolia และ C. comosa ด้วยเทคนิค HPLC พบว่าในว่านชัก มดลูกกลุ่ม Curcuma sp. และ C. latifolia ให้สารพิษกลุ่ม sesquiterpene ซึ่งเป็นสารพิษที่มีรายงานว่าท าให้ เกิดพิษต่อตับในหนู ดังนั้นว่านชักมดลูกทั้งสองกลุ่มนี้จึงจัดเป็นว่านที่มีสารพิษ ส่วนในว่านชักมดลูกกลุ่ม C. comosa ไม่พบสารพิษกลุ่ม sesquiterpenes ทั้ง 5 ชนิด และยังพบว่าว่านชักมดลูกกลุ่ม C. comosa นั้นให้สาร diarylheptanoid ซึ่งเป็นสารไฟโตเอสโตรเจนหลักที่เป็นประโยชน์ต่อเพศหญิง ทั้ง 2 ชนิด ในปริมาณสูง ผลการวิจัยครั้งนี้ท าให้พบว่านชักมดลูกในกลุ่ม C. comosa จ านวน 2 สายพันธุ์ที่เป็นสายพันธุ์ที่ดีให้สาร ไฟโตเอสโตรเจนสูง และไม่มีสารพิษ โดยสายพันธุ์ 29 มีค่าเฉลี่ยปริมาณสารส าคัญ 1,7-diphenyl-(6E)-6-hepten-3-ol สูงสุด 17.8707 มิลลิกรัม/น้ าหนักว่านแห้ง 1 กรัม และสายพันธุ์ 15 มีค่าเฉลี่ยปริมาณสารส าคัญ 1,7-diphenyl-(4E, 6E)-4,6-heptadien-3-ol สูงสุด 16.1910 มิลลิกรัม/น้ าหนักว่านแห้ง 1 กรัม เมื่อสกัดโดยใช้ hexane