การเก็บรักษาเชื้อพันธุ์ข้าวพื้นเมืองบางชนิดของประเทศไทยโดยวิธีแช่แข็งในอุณหภูมิต่ำ
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางความหลายหลายของสายพันธุ์ข้าวและเป็นประเทศผู้ผลิตข้าวที่สำคัญของโลก การเก็บรวมรวมเชื้อพันธุ์ข้าวเพื่อการอนุรักษ์สายพันธุ์และนำมาใช้ประโยชน์ในอนาคตถือเป็นเรื่องสำคัญ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาวิธีการที่เหมาะสมในการเก็บรักษาเชื้อพันธุ์ข้าวหอมมะลิแดง ในรูปของเมล็ดและแคลลัสในไนโตรเจนเหลว (2) ศึกษาประสิทธิภาพการงอกของเมล็ดและการเจริญของต้นอ่อนอายุ 14 วันของข้าวหอมมะลิแดงหลังจากการเก็บรักษาในวัสดุต่างๆ ที่อุณหภูมิห้องและอุณหภูมิ 4 องศาเซลเซียส ที่ระยะเวลา 2, 4 และ 6 เดือน และเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ข้าวธัญสิรินในวัสดุต่างๆ เป็นเวลา 4, 6 และ 8 เดือน สำหรับการเก็บรักษาเมล็ดข้าวหอมมะลิแดงในไนโตรเจนเหลว ได้แบ่งเมล็ดเป็น 3 ชุด ชุดแรก เมล็ดจะถูกนำไปลดอุณหภูมิลง โดยเก็บไว้ที่ 0 ?C และ -20 ?C อุณหภูมิละ 30 นาที ตามลำดับ จึงนำเก็บในไนโตรเจนเหลว, ชุดที่สอง เมล็ดจะถูกนำลงในไนโตรเจนเหลวโดยตรง ไม่ผ่านการลดอุณหภูมิ และชุดควบคุม ที่เก็บเมล็ดไว้ภายใต้อุณหภูมิห้อง เก็บเมล็ดทั้งสามชุดเป็นเวลา 1, 3 และ 5 เดือน เมื่อครบกำหนดเวลาจึงนำเมล็ดมาเพาะเป็นเวลา 14 วัน พบว่าหลังการเก็บรักษาที่เวลา 5 เดือน การเก็บรักษาเมล็ดในไนโตรเจนเหลวโดยตรง ต้นอ่อนจากเมล็ดในกลุ่มนี้มีค่าความยาวราก, น้ำหนักสด และน้ำหนักแห้งมากกว่าการเก็บรักษาเมล็ดด้วยการลดอุณหภูมิก่อนเก็บในไนโตรเจนเหลว ส่วนการเก็บรักษาแคลลัสในไนโตรเจนเหลวด้วยเทคนิค vitrification โดยแช่แคลลัสในสารละลาย PVS2 และ PVS3 เป็นเวลา 0, 20, 40 และ 60 นาที ก่อนเก็บในไนโตรเจนเหลว เป็นเวลา 24 ชั่วโมง แล้วนำไปเพาะเลี้ยงบนอาหารสูตร MS ที่เติม NAA 1 mg/l และ BAP 3 mg/l เป็นเวลา 6 สัปดาห์ พบว่าแคลลัสที่แช่ใน PVS3 เป็นเวลา 0 นาที (เติม PVS3 ก่อนเก็บในไนโตรเจนเหลวทันที) มีร้อยละการรอดชีวิตสูงที่สุด (100.00%) รองลงมาคือแคลลัสที่แช่ใน PVS2 เป็นเวลา 40 นาที (75.00%) ผลการทดลองที่ได้นี้สามารถใช้เป็นฐานข้อมูลสำหรับการอนุรักษ์ข้าวพื้นเมืองต่อไปสำหรับการศึกษาการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ข้าวหอมมะลิแดงและธัญสิรินในวัสดุต่างๆ นั้น ได้ใช้วัสดุในการเก็บรักษาจำนวน 9 แบบ ได้แก่ ถุงกระสอบป่าน 1 ชั้น, กระสอบป่าน 2 ชั้น, ผ้ามัสลิน 1 ชั้น, ผ้ามัสลิน 2 ชั้น, ผ้าสาลู 1 ชั้น, ผ้าสาลู 2 ชั้น, ถุงกระดาษ, ถุงอะลูมิเนียมฟอยด์ และ ถุงสุญญากาศ โดยเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุมที่ไม่ได้เก็บในวัสดุใดเลย ผลการศึกษาสำหรับข้าวหอมมะลิแดงพบว่าเมล็ดข้าวกลุ่มควบคุมที่เก็บในอุณหภูมิ 4 องศาเซลเซียสจากการเก็บรักษาในระยะเวลา 2 และ 4 เดือน มีร้อยละการงอกสูงสุด คือ 93.30 และ 83.30 ตามลำดับ ส่วนการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ที่ระยะเวลา 6 เดือนพบว่าเมล็ดพันธุ์ที่เก็บในถุงอลูมิเนียมฟอยด์ในอุณหภูมิ 4 องศาเซลเซียสมีร้อยละการงอกสูงสุด (98.30%) ส่วนผลการเก็บรักษาเมล็ดข้าวธัญสิรินพบว่า ภายหลังจากเก็บรักษาเมล็ดด้วยวัสดุต่างๆ ผ่านไป 8 เดือน เมล็ดมีความสามารถในการงอกได้ดีทั้งการเก็บรักษาในอุณหภูมิห้องและในอุณหภูมิต่ำ การเก็บรักษาเมล็ดแบบกลุ่มควบคุมที่อุณหภูมิห้องมีอัตราการงอกต่ำที่สุด ในขณะที่การเก็บรักษาในถุงกระสอบป่าน 2 ชั้น และถุงสุญญากาศ มีร้อยการงอกสูงสุดคือ 96.14 และ 96.16 ตามลำดับ ส่วนการเก็บรักษาที่อุณหภูมิต่ำพบว่า เมล็ดที่เก็บรักษาในถุงสุญญากาศและถุงผ้ามัสลิน 2 ชั้น มีร้อยละการงอกสูงสุดคือ ร้อยละ 100 จากศึกษาครั้งนี้พบว่าเมื่อเก็บรักษาเมล็ดในระยะเวลานานมากขึ้น ประสิทธิภาพการงอกของเมล็ดในกลุ่มควบคุมจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้นการเก็บรักษาเมล็ดที่อุณหภูมิห้องด้วยวัสดุถุงอลูมิเนียมฟอยด์ หรือถุงสุญญากาศ หรือถุงผ้าบางชนิด สามารถชะลอความเสื่อมของเมล็ดได้ ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่เหมาะสมต่อการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ในเวลามากกว่า 6-8 เดือน ซึ่งข้อมูลที่ได้อาจเป็นแนวทางลดการเสื่อมสภาพของเมล็ดพันธุ์หลังจากการเก็บเกี่ยวของข้าวหอมมะลิแดง ข้าวธัญสิรินและข้าวสายพันธุ์อื่นได้