นวัตกรรมและเทคโนโลยีสำหรับอุตสาหกรรมการเลี้ยงผึ้งในประเทศไทย และการสร้างมูลค่าเพิ่มผลิตภัณฑ์จากผึ้ง
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การเลี้ยงผึ้งเป็นอีกอาชีพหนึ่งที่ได้รับความสนใจในประเทศไทย โดยมีจำนวนรังผึ้งมากกว่า 350,000 รังในเขตภาคเหนือของประเทศ สามารถผลิตน้ำผึ้งได้เป็นอันดับ 34 ของโลก และเป็นอันดับ 2 ของอาเซียน ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาพบว่าประเทศไทยมีรายได้จากส่งผลิตภัณฑ์จากผึ้งนี้ลดลง โดยมีสาเหตุหลักจากการผลิตซึ่งเกษตรกรผู้เลี้ยงผึ้งยังใช้เทคโนโลยีการเลี้ยงผึ้งที่ล้าหลัง และปัญหาการใช้สารเคมี ส่วนด้านการตลาด เนื่องจากความต้องการบริโภคจำกัดอยู่เฉพาะกลุ่มบุคคล และผลิตภัณฑ์ไม่ได้คุณภาพตามมาตรฐานการส่งออก มีการปนเปื้อนสารเคมีอันตราย ดังนั้น ทางกลุ่มผู้วิจัยจึงได้มีความสนใจที่จะทำการศึกษาพัฒนาอุตสาหกรรมการเลี้ยงผึ้งของไทยให้ครบวงจร ตั้งแต่กระบวนการเลี้ยงและดูแลผึ้ง การพัฒนาและควบคุมคุณภาพผลิตภัณฑ์ผึ้ง และการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการพัฒนานำผลิตภัณฑ์ผึ้งมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เพิ่มมูลค่าของผลผลิตที่ได้ โดยมุ่งไปที่การนำนวัตกรรมเทคโนโลยีการเลี้ยงผึ้งมาประยุกต์ใช้สำหรับเกษตรผู้เลี้ยงผึ้งตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ เพื่อความยั่งยืนของเกษตรผู้เลี้ยงผึ้งในประเทศไทยการพัฒนาต้นน้ำ (Upstream) ได้แก่ (1) การพัฒนาการผสมเทียมนางพญาผึ้ง โดยนางพญาผึ้งจากการผสมเทียมสามารถครองรังไม่ต่ำกว่า 1 ปี และเมื่อเปรียบเทียบประชากรของผึ้งเต็มวัยระหว่างรังที่เพิ่มประชากรผึ้งได้รวดเร็ว เทียบกับรังนางพญาที่ผ่านการผสมเทียมมีจำนวนประชากรไม่แตกต่างอย่างมีนัยะสำคัญ (2) นวัตกรรมการจัดการข้อมูลสารสนเทศพื้นที่เพาะปลูกลำไยสำหรับเกษตรกรผู้เลี้ยงผึ้ง จากงานวิจัยนี้ได้พัฒนาระบบฐานข้อมูลและระบบภูมิสารสนเทศที่ประกอบไปด้วย พื้นที่ที่ทำการเพาะปลูกลำไยที่เป็นปัจจุบันในเขตพื้นที่จังหวัดเชียงราย ข้อมูลเกษตรกรผู้ปลูกลำไย จุดที่เหมาะสมในการวางกล่องรังผึ้ง ทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงผึ้งสามารถทำการวางแผนในการวางกล่องรังผึ้งในพื้นที่ที่เหมาะสม ทำให้ได้ผลผลิตน้ำผึ้งที่สูงขึ้น และเพิ่มผลผลิตของลำไยได้มากขึ้นจากการผสมเกสรของผึ้ง อันเป็นประโยชน์กับเกษตรกรผู้ปลูกลำไยการพัฒนากลางน้ำ (Midstream) ได้แก่ (3) การพัฒนาผลิตภัณฑ์โปรไบโอติกเพื่อเสริมสร้างสุขภาพของผึ้ง พบว่าจุลินทรีย์ในสำไส้มีบทบาทสำคัญต่อสุขภาพโดยรวมของผึ้ง และผึ้งมีจุลินทรีย์ในลำไส้กลุ่ม lactic acid bacteria (LAB), acetic acid bacteria (AAB) และ bifidobacteria ซึ่งจุลินทรีย์ดังกล่าว สามารถใช้ประโยชน์ในการพัฒนาโปรไบโอติกเฉพาะผึ้งได้ (4) การคัดกรองสารสกัดจากพืชสมุนไพรพื้นบ้านเพื่อควบคุมไรตัวเบียนที่เป็นปรสิตในผึ้งพันธุ์ โดยสารสกัดน้ำมันหอมระเหยขิงที่ระดับความเข้มข้นอย่างน้อย 25% สามารถกำจัดไรได้อย่างมีประสิทธิภาพและไม่มีผลต่อสุขภาพของผึ้งพันธุ์ ดังนั้นสารสกัดน้ำมันหอมระเหยขิงอาจเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการควบคุมการติดไรในประชากรผึ้งพันธ์โดยเฉพาะอย่างในเกษตรกรผู้เลี้ยงผึ้งอินทรีย์ (5) นวัตกรรมก้อนเชื้อเพลิงรมควันกำจัดไรผึ้ง ซึ่งจากการมควันทำให้การติดไรลดลงมากกว่าร้อยละ 70 ในผึ้งที่พ่นควันจากก้อนเชื้อเพลิงใบตะไคร้และก้อนเชื้อเพลิงเปลือกส้ม อีกทั้งไม่เป็นอันตรายต่อผึ้งงานเมื่อเทียบกับชุดควบคุมและก้อนเชื้อเพลิงทางการค้า และ (6) การใช้ราเอนโดไฟท์ควบคุมโรคหนอนเน่ายูโรเบียนในผึ้ง โดยราเอนโดไฟต์ Pestalotiopsis ZM05 อาจใช้เป็นสารรมควันตามธรรมชาติสำหรับควบคุมโรคหนอนเน่ายูโรเบียนในผึ้งพันธุ์การพัฒนาปลายน้ำ (Downstream) ได้แก่ (7) การออกแบบและพัฒนาเครื่องตรวจการยับยั้งเอนไซม์โคลีนเอสเตอเรสสำหรับประเมินการปนเปื้อนสารฆ่าแมลงในผลิตภัณฑ์ผึ้งโดยใช้เทคนิคสเปคโตรโฟโตมิเตอร์แบบพกพา ผลการศึกษา พบว่าเอนไซม์ที่เหมาะสมสำหรับการใช้ คือ Acetylcholinesterase และ Butyrylcholinesterase ที่ความเข้มข้น 15 U/L สามารถวัดความเข้มข้นของสารฆ่าแมลงชนิดคลอไพริฟอสได้ความเข้มข้นต่ำกว่า 0.005% v/v (8) ผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพช่องปากแบบครบวงจรด้วยเทคโนโลยีพิษผึ้ง จากการทดลองพิษผึ้งที่ผ่านกระบวนการกรองมีสารก่อภูมิแพ้ชนิด Phospholipase A2 ลดลงมากกว่า 50 % และไม่พบค่าการทำงานของสารก่อภูมิแพ้ ชนิด Hyaluronidase และมีความสามารถในการยับยั้งเชื้อ E.coli โดยได้ค่า MIC อยู่ที่ความเข้มข้น 2.5 mg/ml และเชื้อแบคทีเรีย Streptococcus mutans ที่ความเข้มข้น 31.25 mg/ml ซึ่งทำให้สามารถนำพิษผึ้งไปต่อยอดทำยาสีฟันที่มีส่วนผสมของพิษผึ้งได้ และ (9) การประยุกต์ใช้อนุภาคนาโนเชิงซ้อนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการสกัดกาวผึ้ง ผลการวิจัยพบว่าอนุภาคนาโนเชิงซ้อนมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางโดยประมาณ 24 นาโนเมตร และสามารถกักเก็บ propolis คิดเป็นร้อยละ 62 ของน้ำหนักแห้งแบบเยือกแข็งเริ่มต้น และสามารถช่วยลดความเป็นพิษต่อเซลล์ผิวหนัง (fibroblast) ได้เป็นอย่างดี แสดงถึงศักยภาพของการเป็นระบบกักเก็บตัวยา (drug delivery systems) ที่ดี และนำมาพัฒนาต่อยอดให้เป็นสินค้าเพื่อสุขภาพ เครื่องสำอาง และทางการแพทย์ ซึ่งจะทำให้ราคาของผลผลิตที่ได้มีมีมูลค่าทางการตลาดสูง