Command Palette

Search for a command to run...

กลับไปผลการค้นหา
รายงานฉบับสมบูรณ์พ.ศ. 2564

การพัฒนาการปลูกสมุนไพรไทยตามมาตรฐานและเทคโนโลยีการสกัดสมุนไพรไทยที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อเพิ่มรายได้เกษตรกรรายย่อย

ดุสิต อธินุวัฒน์ สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) (สวก.) พ.ศ. 2564

ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)

บทคัดย่อ

บัวบกเป็นสมุนไพรที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 4 สุดยอดสมุนไพรไทย ที่ส่งเสริมให้ทำวิจัยและพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทางการรักษาโรคและการพัฒนาสมุนไพรเชิงเศรษฐกิจของประเทศไทย โครงการนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิธีการจัดการธาตุอาหารที่มีผลต่อสารส าคัญในบัวบก,พัฒนาวิธีการสกัดสารจากบัวบกให้มีสาร pentacyclic triterpenes ปริมาณสูง ด้วยเครื่องไมโครเวฟในระดับอุตสาหกรรมขนาดย่อมโดยใช้ตัวทำละลายที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบสเปรย์สมานแผลจากสารสกัดบัวบก ผลการวิจัยพบว่า การใส่ปุ๋ยตามความต้องการของบัวบก 16-8-8 กก.N-P2O5-K2O/ไร่ ร่วมกับการใส่ปุ๋ยอินทรีย์เสริมเชื้อราอาร์บัสคูลาร์ไมคอร์ไรซา 100 กก./ไร่ มีผลทำให้บัวบก 4 สายพันธุ์(ระยอง นครปฐม นนทบุรี และ นครศรีธรรมราช) ที่ปลูกในดินที่มีความอุดมสมบูรณ์สูง (ชุดดินบางเลน) และที่ปลูกในดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ า (ชุดดินโคราช) มีการเจริญเติบโต ปริมาณผลผลิต และมีปริมาณสารสำคัญมากที่สุด แต่ไม่มีความแตกต่างทางสถิติเมื่อเปรียบเทียบกับการใส่ปุ๋ย 8-4-4 กก.N-P2O5-K2O/ไร่ ร่วมกับการใส่ปุ๋ยอินทรีย์เสริมเชื้อราอาร์บัสคูลาร์ไมคอร์ไรซา 100 กก./ไร่ สูตรนี้จึงเหมาะสมในการเป็นสูตรสำหรับแนะนำให้แก่เกษตรกรน าไปใช้ในกระบวนการผลิตบัวบกคุณภาพสูงต่อไปเมื่อศึกษาเปรียบเทียบผลของการใส่ปุ๋ยสูตรแนะนำ เปรียบเทียบกับการใส่ปุ๋ยตามการปฏิบัติของเกษตรกร ในการผลิตบัวบกพันธุ์นครปฐมในสภาพแปลงเพาะปลูกบัวบก อ.บางเลน จ.นครปฐม พบว่า การใส่ปุ๋ยสูตรแนะนำ มีผลทำให้บัวบกมีการเจริญเติบโต ปริมาณผลผลิต และมีปริมาณสารสำคัญมากกว่าการใส่ปุ๋ยตามการปฏิบัติของเกษตรกรอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ กล่าวคือ การใส่ปุ๋ยสูตรแนะนำ ทำให้ปริมาณผลผลิตเพิ่มขึ้น 30 เปอร์เซ็นต์ สารส าคัญเพิ่มขึ้น 20 เปอร์เซ็นต์ และมีก าไรสุทธิเพิ่มขึ้น 40 เปอร์เซ็นต์ต่อมาได้ปรับปรุงวิธีการเตรียมสารสกัดบัวบกที่มีสาร pentacyclic triterpenes ปริมาณสูง โดยการใช้ hydrophobic resin ทดแทนชนิด LXA1180 ซึ่งมีราคาถูกกว่า Diaion?HP-20 ที่ใช้ในวิธีการที่เคยมีรายงานมาแล้ว ประมาณ 5 เท่า โดยการศึกษาเปรียบเทียบการแยกสาร pentacyclic triterpenes ในสารสกัดบัวบกด้วยคอลัมน์ชนิด LXA1180 และ Diaion?HP-20 และลดขั้นตอนการฟอกสีสารสกัดด้วยผงถ่านโดยการศึกษาตัวทำละลายในการเตรียมสารสกัดที่สามารถลดปริมาณการสกัดคลอโลฟิลล์จากบัวบก เพื่อนำสารสกัดที่ได้มาใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบสเปรย์สมานแผลจากสารสกัดบัวบก จากการศึกษาพบว่าตัวทำละลายที่สามารถลดการสกัดคลอโลฟิลล์จากบัวบกได้คือ สารละลายที่มีส่วนผสมของ น้ า : กลีเซอริน : เอทานอล (2 : 3 : 5) โดยอัตราส่วนของปริมาณผงบัวบกต่อตัวท าละลายที่เหมาะสมในการเตรียมสารสกัด คือ 15 g ต่อ 100 mL สารสกัดที่เตรียมได้มีสีน้ าตาลและมีปริมาณ total pentacyclic triterpenes เท่ากับ 3.0 mg/mL เมื่อวิเคราะห์ด้วย HPLC เมื่อน าสารสกัดมาแยกด้วยคอลัมน์ที่บรรจุด้วย Diaion?HP-20 และ LXA1180 พบว่า Diaion?HP-20 มีประสิทธิภาพในการแยกสาร pentacyclic triterpenes ได้ดีกว่า LXA1180 เล็กน้อย และสารสกัดที่แยกได้จากคอลัมน์ทั้งสองไม่ต้องนำมาฟอกสีอีกครั้ง แต่เมื่อคำนึงถึงต้นทุนการผลิตระหว่างการใช้ Diaion?HP-20 และ LXA1180 จึงเลือกใช้ LXA1180เพราะต้นทุนถูกกว่ามาก เมื่อเพิ่มขนาดการผลิตสารสกัดจะได้สารสกัด 5.05 g (คิดเป็น 2.25% yield) ต่อiiiการแยกสาร 1 คอลัมน์ที่ใช้เรซิน 1 kg โดยสารสกัดที่ได้มีปริมาณ total pentacyclic triterpenes เท่ากับ 62.0% และค านวณต้นทุนค่าวัสดุสารเคมีที่ใช้ได้ในการผลิตสารสกัดเบื้องต้นได้เท่ากับ 1,514 บาท ต่อการผลิตสารสกัด 5 g ในการพัฒนาต ารับสเปรย์ก่อฟิล์มสมานแผลโดยใช้สารสกัดบัวบกที่เตรียมได้เป็นตัวยาหลัก และในต ารับได้เพิ่มสารสกัดจากเปลือกผลมังคุดที่มีปริมาณ ?-mangostin เท่ากับ 63.0% w/w เป็นตัวยารอง โดยก าหนดให้สูตรต ารับมีความเข้มข้นของ total pentacyclic triterpenes และ ?mangostin เท่ากับ 0.30% และ 0.01% w/v ตามล าดับ และทดลองใช้ Eudragit?E100 เป็นสารก่อฟิล์ม และใช้ sorbitol, glycerin และ PEG 400 เป็น plasticizer พบว่าปริมาณสารก่อฟิล์มที่เหมาะสมที่สุดในต ารับคือ 2.5% w/v Eudragit?E100 และ plasticizer ที่เหมาะสมคือ 20% w/v glycerin และ5% w/v PEG 400 จากการทดสอบความคงตัวของต ารับที่อุณหภูมิห้อง (30 ? 2 ?C) และสภาวะเร่ง (45 ? 2 ?C, 75% HR) เป็นระยะเวลา 16 สัปดาห์ พบว่าต ารับสเปรย์ก่อฟิล์มสมานแผลสารสกัดบัวบกมีความคงตัวดีทั้งทางกายภาพและทางเคมี ดังนั้นผลิตภัณฑ์ต้นแบบสเปรย์สมานแผลสารสกัดบัวบกจึงมีศักยภาพในการน าไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้ต่อไป

งานวิจัยในหัวข้อใกล้เคียง

โครงการวิจัยพัฒนาพันธุ์และเทคโนโลยีเพื่อรองรับมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืชสมุนไพร

พฤกษ์ คงสวัสดิ์ กรมวิชาการเกษตร พ.ศ. 2565

การพัฒนาและยกระดับผลิตภัณฑ์พืชสมุนไพรเพื่อเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจสร้างสรรค์บนฐานทุนทางวัฒนธรรม และทรัพยากรในพื้นที่ลุ่มน้ำชี จังหวัดบุรีรัมย์-สุรินทร์

อุบลวรรณ สุวรรณภูสิทธิ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ พ.ศ. 2564

พืชสมุนไพรและตำรับยาพื้นบ้านของไทยอง ในจังหวัดลำพูน

อังคณา อินตา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ. 2561

การพัฒนาผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรเพื่อสร้างรายได้พื้นที่เทศบาลตำบลร่มเกล้า อำเภอนิคมคำสร้อย จังหวัดมุกดาหาร

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) พ.ศ. 2563

การพัฒนาผลิตภัณฑ์ขนมไทยจากพืชสมุนไพรพื้นบ้าน

ชญาภัทร์ กี่อาริโย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร พ.ศ. 2555

โครงการจัดการความรู้การวิจัยเพื่อยกระดับสมุนไพรพลูคาวสำหรับเพิ่มมูลค่าและสร้างรายได้เสริมให้กับกลุ่มแปรรูปสมุนไพรพลูคาว จังหวัดเชียงราย

นพรัตน์ สุริยะไชย สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) พ.ศ. 2565

การพัฒนาและยกระดับลูกประคบสมุนไพรอินทรีย์เชิงพาณิชย์ในพื้นที่ จังหวัดร้อยเอ็ด

ปริ่มมาลา ขำคมเขตต์ มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด พ.ศ. 2564

การพัฒนาวิถีสมุนไพรของกลุ่มชาติพันธุ์เพื่อยกระดับชุมชนอย่างยั่งยืน

นริศรา วิชิต มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ พ.ศ. 2563

การศึกษาความเป็นไปได้ของการใช้เอเยนต์ในการแนะนำพืชสมุนไพรไทย

พรฤดี เนติโสภากุล สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง พ.ศ. 2555

การปลูกพืชสมุนไพรไม้กินได้ในแปลงทดลองของสถานีวนวัฒนวิจัยเพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ

นายสมชาย นองเนือง กรมป่าไม้ พ.ศ. 2555