กำลังโหลดข้อมูล…
Search for a command to run...
โรคติดเชื้อคลามัยเดียในจระเข้เริ่มพบในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2555 และกลายเป็นโรคประจำถิ่นตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา โรคนี้มีอัตราการเกิดและอัตราการตายสูงส่งผลต่อธุรกิจการเลี้ยงจระเข้ ผู้วิจัยได้นำข้อมูลจากการศึกษาในปีแรก และรวบรวมข้อมูลเพิ่มเติมถึงสถานการณ์การเลี้ยงจระเข้ในประเทศไทยช่วงที่มีการระบาดของโรคโควิด-19 จากนั้นจึงนำข้อมูลมาจัดทำโครงการอบรมสัมมนา คนเลี้ยงอยู่ได้ จระเข้ไทยอยู่รอด ทางออนไลน์เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพ การจัดการฟาร์ม การพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่างๆจากจระเข้ และกฏหมายที่เกี่ยวข้องกับการเลี้ยงและส่งออกให้คนที่สนใจเข้ารับฟัง ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี นอกจากงานจัดอบรมสัมมนาคณะผู้วิจัยยังได้ศึกษาเพิ่มเติมถึงลักษณะทางจุลพยาธิของจระเข้ที่ป่วยจากการติดเชื้อคลามัยเดีย พัฒนาวิธีการเพาะเลี้ยงเชื้ออย่างมีประสิทธิภาพ และศึกษาความไวยาของเชื้อ การศึกษาทางจุลพยาธิพบว่าจระเข้ที่ติดเชื้อส่วนใหญ่จะมีลัษณะผอม ขาดสารอาหาร มีไขมันสะสมในร่างกายน้อย มีของเหลวสะสมในช่องว่างของลำตัว และเกิดภาวะบวมน้ำทั่วร่างกาย อวัยวะภายในต่างๆ อาทิ สมอง ตับ หัวใจ ลำไส้ ไต ตับอ่อน มีการอักเสบแบบมีลิมโฟไซท์ ตัวอย่างจากจระเข้ที่ถูกนำมาเพาะแยกเชื้อคลามัยเดียและจำแนกสายพันธุ์โดยอาศัยลำดับนิวคลีโอไทด์ของยีน 16S/23S rRNA และ ompA พบว่าเมื่อวิเคราะห์สายวิวัฒนาการด้วย phylogenetic tree ของลำดับกรดอะมิโนบางส่วนของ 16S/23S rRNA สามารถแบ่งเชื้อออกได้เป็น 3 กลุ่มแต่หากใช้ ompA gene จะได้ 4 กลุ่ม สำหรับการศึกษาความไวยาของเชื้อคลามัยเดียพบว่าค่า MBC/MIC ของ tetracycline, moxifloxacin และ azithromycin มีค่าเท่ากับ 33, 2 และ 4 ตามลำดับ แสดงว่า ยา tetracycline สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อคลามัยเดียได้ ในขณะที่ยา moxifloxacin และ azithromycin สามารถฆ่าเชื้อคลามัยเดียที่ใช้ในการทดสอบครั้งนี้ได้ ถึงแม้ว่าข้อมูลที่ได้ในการศึกษาครั้งนี้จะมีประโยชน์ต่อการจัดการและรักษาจระเข้ที่ป่วยจากการติดเชื้อคลามัยเดีย แต่การศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกันของจระเข้ต่อการติดเชื้อคลามัยเดียทั้งในห้องปฏิบัติการและในสัตว์ป่วยยังมีความจำเป็นเพื่อลดการสูญเสียจากสัตว์ที่ป่วยเป็นโรคนี้คำสำคัญ จระเข้น้ำจืดพันธุ์ไทย โรคติดเชื้อคลามัยเดีย วินิจฉัย การทดสอบการไวยา