การวางแผนการจัดการการอนุรักษ์สัตว์ผู้ล่าขนาดเล็กในพื้นที่ชุ่มน้ำภาคใต้ เพื่อการอยู่ร่วมกันระหว่างมนุษย์และสัตว์ป่าอย่างยั่งยืน
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
ชุดโครงการวิจัยนี้ ต้องการที่จะวางแผนการจัดการการอนุรักษ์นากและเสือปลาในพื้นที่ที่มีความทับซ้อนกับพื้นที่อาศัยของมนุษย์อย่างมีประสิทธิภาพ โดยทำการเก็บรวบรวมข้อมูลพื้นฐานทั้งทางด้านสัตว์ป่าและภัยคุกคามจากมนุษย์ และนำข้อมูลที่ได้ไปปรึกษาร่วมกับชุมชน ประกอบด้วย 4 โครงการย่อย โครงการย่อยที่ 1 เป็นการประเมินภัยคุกคามต่อการอยู่รอดของนากในพื้นที่ชุ่มน้ำชายฝั่งอันดามัน โดยใช้วิธีสัมภาษณ์ชาวบ้านเพื่อสอบถามถึงรูปแบบและระดับของภัยคุกคามในแต่ละพื้นที่ โครงการย่อยที่ 2 เป็นการศึกษาผลกระทบจากการใช้ประโยชน์พื้นที่ชุ่มน้ำตามแนวชายฝั่งต่อประชากรและพันธุกรรมของนากในพื้นที่ชุ่มน้ำชายฝั่งจังหวัดกระบี่ โดยทำการนั่งเรือสำรวจเก็บตัวอย่างกองมูล และใช้เทคนิคทางพันธุศาสตร์ในการวิเคราะห์ตัวอย่างกองมูล เพื่อประเมินขนาดประชากรและความหนาแน่นของนากในพื้นที่สำรวจ โครงการย่อยที่ 3 เป็นการประยุกต์ใช้ข้อมูลทางพันธุศาสตร์และเทคนิคอณูชีววิทยาเพื่อเพิ่มความแม่นยำในการระบุแหล่งที่มาของนากจากการลักลอบค้าและครอบครองเพื่อเป็นสัตว์เลี้ยง โดยการจัดทำฐานข้อมูลความหลากหลายทางพันธุกรรมเชิงพื้นที่สำหรับประชากรในธรรมชาติ เพื่อใช้เป็นแหล่งอ้างอิงในการเปรียบเทียบกับข้อมูลพันธุศาสตร์จากนากของกลางที่ได้จากการจับกุมในประเทศไทย โครงการย่อยที่ 4 เป็นการประเมินความหนาแน่นของเสือปลาและภัยคุกคามต่อการอยู่รอดของเสือปลาในพื้นที่สามร้อยยอด โดยทำการสำรวจด้วยกล้องดักถ่ายภาพอัตโนมัติ และสัมภาษณ์ชาวบ้านเพื่อสอบถามถึงรูปแบบและระดับของภัยคุกคามต่อเสือปลา ผลลัพธ์ที่ได้จากโครงการย่อยที่ 1 พบว่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมานั้น นากเล็กเล็บสั้นและนากใหญ่ขนเรียบยังคงประสบกับภัยคุกคามในหลากหลายรูปแบบ ทั้งการถูกนำมาเลี้ยงเป็นสัตว์เลี้ยง การถูกฆ่าเพื่อนำเนื้อมากิน การถูกฆ่าเนื่องจากสร้างปัญหาให้มนุษย์ การถูกสุนัขกัด และการถูกรถชน ในภัยคุกคามต่างๆเหล่านี้ การถูกนำมาเป็นสัตว์เลี้ยงเป็นภัยคุกคามหลักที่ทำให้จำนวนประชากรนากในธรรมชาติลดลงโดยเฉพาะนากเล็กเล็บสั้น ประมาณร้อยละ 20 ของตำบลที่ทำการสำรวจมีระดับภัยคุกคามในระดับสูงและสูงมาก ผลลัพธ์ที่ได้จากโครงการย่อยที่ 2 พบความหลากหลายทางพันธุกรรมสายแม่ (mtDNA) จำนวน 2 haplotypes ในนากใหญ่ขนเรียบ ในขณะที่มีเพียง 1 haplotype ในนากเล็กเล็บสั้น ความหลากหลายทางพันธุกรรมสายแม่ที่ต่ำมากๆ ของนากทั้ง 2 ชนิด อาจชี้ให้เห็นว่าประชากรมีความเกี่ยวข้องกันค่อนข้างสูง ถึงแม้ว่าจะมีการกระจายตัวที่กว้างขวางตามแนวชายฝั่งของจังหวัดกระบี่ที่มีความยาวมากกว่า 200 กม ก็ตาม จำแนกนากได้ทั้งสิ้น 47 ตัว แบ่งเป็นนากใหญ่ขนเรียบ 36 ตัว และนากเล็กเล็บสั้น 11 ตัว จากข้อมูลการจำแนกตัวและการจับซ้ำประเมินประชากรนากใหญ่ขนเรียบในพื้นที่ชุ่มน้ำชายฝั่งของจังหวัดกระบี่ในช่วงปี 2564 ที่ 0.59 ตัว/กิโลเมตร และประเมินว่าในพื้นที่ดังกล่าว น่าจะมีประชากรนากโดยประมาณ 381 ตัว ซึ่งถือว่าค่อนข้างสูงเมื่อเปรียบเทียบกับนากชนิดอื่นที่ศึกษาโดยใช้วิธีเดียวกัน ผลลัพธ์ที่ได้จากโครงการย่อยที่ 3 พบว่าพื้นที่ชายฝั่งอ่าวไทยในบริเวณรอบทะเลสาบสงขลา และพื้นที่ชุ่มน้ำนอกพื้นที่คุ้มครอง จ.สงขลา, จ.พัทลุง และ จ.นครศรีธรรมราช เป็นพื้นที่ที่มีการลักลอบจับนากเพื่อการค้า (trafficking hotspot) มากที่สุด รองลงมาคือ พื้นที่ในจังหวัดในจังหวัดกระบี่ สตูล และยะลา ผลลัพธ์ที่ได้จากโครงการย่อยที่ 4 พบว่ายังมีเสือปลาอย่างน้อย 67 ตัวในพื้นที่สามร้อยยอด คิดเป็น ความหนาแน่น 19 ตัวต่อ 100 ตร.กม. โดยในอดีตเมื่อ 10 กว่าปีก่อน มีทั้งการฆ่าเสือปลาเพื่อล้างแค้นที่เสือปลาเข้ามาขโมยกินสัตว์เลี้ยงของชาวบ้าน การล่าเสือปลาเพื่อเอาเนื้อมากิน เสือปลาที่โดนรถชนตายหรือโดนสุนัขกัดตาย และลูกเสือปลาถูกคนนำมาเลี้ยงเป็นสัตว์เลี้ยง แต่ในช่วง 5 ปีหลังนี้ (2559-2563) พบว่าภัยคุกคามเหล่านั้นลดน้อยลง ทั้งการฆ่าเพื่อล้างแค้น การล่า และแทบไม่มีเสือปลาที่ตายจากการโดนสุนัขกัดแล้ว ผลลัพธ์จากโครงการย่อยทั้ง 4 โครงการนี้ เมื่อนำมาประยุกต์ร่วมกับข้อมูลพื้นฐานที่มีก่อนหน้าจะช่วยให้สามารถระบุพื้นที่ที่มีความสำคัญต่อการอนุรักษ์ที่ต้องการการจัดการเร่งด่วน (Conservation hotspot) รวมทั้งจัดสรรการใช้ประโยชน์ที่ดินที่เหมาะสมให้กับพื้นที่อื่นๆ เพื่อนำไปสู่การอนุรักษ์สัตว์ผู้ล่าขนาดเล็กในพื้นที่ที่มีการทับซ้อนกับพื้นที่อาศัยของมนุษย์ได้อย่างยั่งยืน ผลลัพธ์ที่ได้จากชุดโครงการยังสามารถนำไปต่อยอดใช้ประโยชน์ในด้านอื่นๆอีกด้วย ทั้งช่วยให้การควบคุมการค้าสัตว์ผิดกฎหมายระหว่างประเทศมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ช่วยเพิ่มโอกาสที่จะประสบความสำเร็จยิ่งขึ้นในการปล่อยสัตว์ป่าคืนสู่ธรรมชาติ มีเครือข่ายนักวิจัยในระดับนานาชาติที่เข้มแข็งและมีความสามารถในการประยุกต์ใช้พันธุศาสตร์เพื่อการอนุรักษ์ ในขณะเดียวกันประเทศชาติก็จะมีบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถในการทำวิจัยเพื่อประเมินประชากรสัตว์ป่าด้วยสถิติขั้นสูงเพิ่มขึ้น