การศึกษารูปแบบการจัดการสารสนเทศโรคไม่ติดต่อในเขตพื้นที่รับผิดชอบของ สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 จังหวัดอุบลราชธานี ปี 2553
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
<p>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา (Descriptive research) มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาสภาพ</p> <p>ปัญหาและรูปแบบการจัดการสารสนเทศโรคไม่ติดต่อในเขตพื้นที่รับผิดชอบของสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 จังหวัดอุบลราชธานี ในด้านการเก็บรวบรวม การวิเคราะห์ การใช้ประโยชน์และการเผยแพร่สารสนเทศโรคไม่ติดต่อในระดับพื้นที่ที่ดำเนินงานโครงการบูรณาการงานป้องกันควบคุมโรคและภัยสุขภาพ ปีงบประมาณ 2552 จำนวน 30 อำเภอ กลุ่มประชากรที่ศึกษาใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ได้แก่ คณะกรรมการประสานงานสาธารณสุขระดับอำเภอ และเครือข่ายสุขภาพที่เกี่ยวข้องใน 30 อำเภอที่ดำเนินงานโครงการบูรณาการงานป้องกันควบคุมโรคและภัยสุขภาพ</p> <p>ปีงบประมาณ 2552 การเลือกกลุ่มตัวอย่างจากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด โรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาล</p> <p>ทั่วไป เทศบาลนคร/เมือง(ระดับจังหวัด)สำนักงานสาธารณสุขอำเภอ โรงพยาบาลชุมชน/ศูนย์แพทย์ชุมชน</p> <p>เทศบาลเมือง/ตำบล(ระดับอำเภอ) สถานีอนามัย/ศูนย์สุขภาพชุมชน/โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพระดับ</p> <p>ตำบล(อำเภอเลือกเอง) และตัวแทนแกนนำสุขภาพชุมชน กลุ่มละ 1 คน รวมกลุ่มตัวอย่าง 171 คนเก็บ</p> <p>รวบรวมข้อมูลโดยใช้เครื่องมือเป็นแบบสอบถาม(Questionnaire) สำหรับตอบด้วยตนเอง มีลักษณะเป็น</p> <p>แบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ แบบปลายเปิดมีจำนวน 5 ส่วน โดยผู้วิจัยสร้างขึ้นเอง จากการศึกษา</p> <p>เอกสาร แนวคิด ทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องที่ผ่านกระบวนการตรวจสอบความถูกต้องครบถ้วน ความ</p> <p>สมบูรณ์ของภาษาและความตรงของเนื้อ (Content Validity) หาค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of item</p> <p>objective congruence: IOC) ข้อคำถามกับการวัดตามนิยามศัพท์จากผู้เชี่ยวชาญและอาจารย์ที่ปรึกษา</p> <p>ของโครงการ จากนั้นได้ทดสอบแบบสอบถาม (Try out) กับกลุ่มประชากรที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่างในการวิจัย</p> <p>ครั้งนี้รวมจำนวน 71 คน หาค่าความเชื่อมั่นของเครื่องมือR (eliability) เป็นรายด้านและรายชุด โดยใช้สูตร</p> <p>สัมประสิทธิ์แอลฟ(าCoefficient Alpha) ตามวิธีของครอนบัค (Cronbachs Alpha) ได้ค่าความเชื่อมั่นเป็น</p> <p>รายด้านระหว่าง .8190 ถึง .8470 และทั้งชุดเท่ากับ .9310 ได้แบบสอบถามที่สมบูรณ์พร้อมทีจะวิเคราะห์</p> <p>จำนวน 171 ชุด ประมวลผลข้อมูลโดยใช้ Program Computer สำเร็จรูปวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ</p> <p>พรรณนา (Descriptive Statistics) จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และจำแนก</p> <p>ความสัมพันธ์ของตัวแปรในรูปแบบการจัดการสารสนเทศโรคไม่ติดต่อ วิเคราะห์น้ำหนักของตัวแปรใน</p> <p>รูปแบบการจัดการสารสนเทศโรคไม่ติดต่อ และจำแนกการจัดการสารสนเทศโรคไม่ติดต่อ</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong></p> <p>1.ด้านการเก็บรวบรวมข้อมูลทั้งจังหวัด พบว่ามีการดำเนินการมากที่สุด คือ การกำหนด</p> <p>นโยบายการคัดกรองโรคไม่ติดต่อเรื้อรังมีการจัดตั้งคณะกรรมการดำเนินงาน การกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจนก่อนตรวจคัดกรอง มีกิจกรรม/โครงการรองรับในการตรวจคัดกรองและมีการส่งต่อข้อมูลที่คัดกรองได้ให้หน่วยงานระดับเหนือขึ้นไปหรือหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง ด้านการวิเคราะห์ข้อมูลทั้ง จังหวัดพบว่ามี</p> <p>การดำเนินการมากที่สุดเพียงเรื่องเดียวคอื การมีโปรแกรมหรือระบบปฏิบัติการที่สนับสนุนการดำเนินงาน</p> <p>ในพื้นที่โดยจากข้อเท็จจริงก็จะพบว่ามีระบบปฏิบัติการที่ใช้ในระดับพื้นที่มากหลากหลาย เช่น HosXP</p> <p>JHCIS เป็นต้น ด้านการใช้ประโยชน์จากข้อมูลทั้ง จังหวัด พบว่ามีการดำเนินการในระดับมากในทุก</p> <p>ประเด็น และบางส่วนการดำเนินการจัดการสารสนเทศในระดับปานกลาง โดยปัญหาการจัดการสารสนเทศ</p> <p>ด้านการใช้ประโยชน์จากข้อมูล พบว่ามีการประเมินผลการใช้ประโยชน์ของข้อมูลเป็นรายปีส่วนใหญ่ ด้านการเผยแพร่สารสนเทศในระดับพื้นที่ทั้งจังหวัดพบว่าไม่มีการดำเนินการระดับมากที่สุดแต่พบว่ามีการดำเนินการในระดับมาก</p> <p>2.ความครบถ้วนขององค์ประกอบของระบบสารสนเทศ พบว่ายังไม่มีความครบถ้วน ทั้งวัสดุ</p> <p>อุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง/ฮาร์ดแวร์ โปรแกรม/ซอฟท์แวร์ ข้อมูลประกอบ บุคลากรปฏิบัติงาน และขั้นตอนการ</p> <p>ปฏิบัติงาน ด้านช่องทาง/วิธีการเผยแพร่สารสนเทศ พบว่ายังมีช่องทางและใช้สื่อในการเผยแพร่น้อย</p> <p>บทความ โปสเตอร์ แผ่นพับ คู่มือ/แนวทาง สรุปผลการดำเนินงาน Internet/Intranet และอื่นๆ ส่วนในการ</p> <p>ประเมินผลการเผยแพร่สารสนเทศ มากที่สุดเป็นการใช้ประโยชน์ในการวางแผนงาน การประเมินผลการ</p> <p>ดำเนินงาน และการอ้างอิงข้อมูล</p> <p><strong>สรุปผลการวิจัย วิจารณ์และข้อเสนอแนะ</strong></p> <p>1.ผู้ให้ข้อมูลที่เป็นเจ้าหน้าที่สาธารณสุขมีจำนวนมากกว่าแกนนำและองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น</p> <p>เนื่องจากว่าแกนหลักในการประสานข้อมูล การวิเคราะห์ การเผยแพร่ และการใช้ประโยชน์โดยปกติเป็น</p> <p>บุคลากรทางด้านสาธารณสุข จังหวัดที่มีเจ้าหน้าที่เป็นผู้ให้ข้อมูลสูงสุดคือ จังหวัดนครพนม เนื่องจากว่า</p> <p>เป็นพื้นที่ที่มีการดำเนินโครงการบูรณาการงานป้องกันควบคุมโรคและภัยสุขภาพ ปี 2552 เต็มพื้นที่12</p> <p>อำเภอ ส่วนผู้ให้ข้อมูลส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุของผู้ให้ข้อมูลส่วนใหญ่มีอายุระหว่าง 41-45 ปี</p> <p>และการศึกษาของผู้ให้ข้อมูลส่วนใหญ่จบการศึกษาระดับปริญญาตรีมากที่สุด ตำแหน่งของผู้ให้</p> <p>ข้อมูลเป็นข้าราชการสังกัดสำนักงานสาธารณสุขอำเภอมากที่สุด ยกเว้นจังหวัดอำนาจเจริญพบว่าผู้ให้</p> <p>ข้อมูลส่วนใหญ่อยู่ที่สถานีอนามัย จังหวัดมุกดาหารพบว่าผู้ให้ข้อมูลกระจายตามหน่วยงาน เช่น สำนักงาน</p> <p>สาธารณสุขอำเภอ โรงพยาบาลชุมชน สถานีอนามัย เทศบาลตำบล และองค์การบริหารส่วนตำบล</p> <p>สภาพการจัดการสารสนเทศโรคไม่ติดต่อในเขตพื้นที่รับผิดชอบของสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่</p> <p>7 จังหวัดอุบลราชธานี ได้แก่ จังหวัดอุบลราชธานี อำนาจเจริญ ศรีสะเกษ ยโสธร มุกดาหาร นครพนม และ</p> <p>สกลนคร ของแกนนำสุขภาพ เจ้าหน้าที่สาธารณสุขและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในด้านการเก็บรวบรวม</p> <p>ข้อมูล ด้านการวิเคราะห์ข้อมูล การใช้ประโยชน์จากข้อมูล และการเผยแพร่สารสนเทศในระดับพื้นที่โดย</p> <p>ภาพรวมอยู่ในระดับมาก และส่วนใหญ่มีความคิดเห็นสอดคล้องกัน เมื่อวิเคราะห์สภาพการจดั การ</p> <p>สารสนเทศโรคไม่ติดต่อในเขตพื้นที่รับผิดชอบของสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 จังหวัดอุบลราชธานีทั้ง 7 จังหวัด จำแนกตามกลุ่มผู้ให้ข้อมูลพบว่า กลุ่มแกนนำสุขภาพและเจ้าหน้าที่สาธารณสุขมีการจัดการ</p> <p>สารสนเทศฯ ในระดับพื้นที่อยู่ในระดับมาก ส่วนกลุ่มผู้ให้ข้อมูลที่ปฏิบัติงานที่องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น</p> <p>มีการจัดการสารสนเทศโรคไม่ติดต่อทั้งด้านในระดับปานกลางโดยมีเฉพาะด้านการเก็บรวบรวมข้อมูล</p> <p>เท่านั้นที่มีการจัดการในระดับมาก ส่วนอีก 3 ด้านได้แก่ ด้านการวิเคราะห์ข้อมูล การใช้ประโยชน์จากข้อมูล</p> <p>การเผยแพร่สารสนเทศในระดับพื้นที่มีการจัดการในระดับปานกลาง ปัญหาความเพียงพอของวัสดุที่ใช้ใน</p> <p>การสนับสนุนการคัดกรอง พบว่า ส่วนใหญ่ยังไม่เพียงพอมากนัก ทั้งเครื่องวัดความดันโลหิต เครื่องชั่ง</p> <p>น้าหนัก สายวัด เครื่องตรวจระดับน้ำตาล</p> <p>2.รูปแบบการจัดการสารสนเทศโรคไม่ติดต่อในเขตพื้นที่รับผิดชอบของสำนักงานป้องกันควบคุม</p> <p>โรคที่ 7 จังหวัดอุบลราชธานี ในด้านการเก็บรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล การใช้ประโยชน์และการ</p> <p>เผยแพร่สารสนเทศในระดับพื้นที่ในด้านความสัมพันธ์ของตัวแปรในรูปแบบการจัดการสารสนเทศโรคไม่</p> <p>ติดต่อในเขตพื้นที่รับผิดชอบของสำนักงานป้องกันควบคุมโครที่ 7 จังหวัดอุบลราชธานี มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับรูปแบบการจัดการสารสนเทศโรคไม่ติดต่อในเขตพื้นที่รับผิดชอบของสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 จังหวัดอุบลราชธานีมีแนวโน้มเป็นไปในทางที่จะสามารถพัฒนาได้มากขึ้น และควรพิจารณาวิเคราะห์ ความเป็นได้ในการพัฒนาในระดับพื้นที่ต่อไป</p> <p>3.การวิเคราะห์รูปแบบการจัดการสารสนเทศโรคไม่ติดต่อโดยการวิเคราะห์น้ำหนักของตัวแปรจาก</p> <p>การวิเคราะห์ผลในการจัดองค์ประกอบเพื่อกำหนดรูปแบบการจัดการสารสนเทศโรคไม่ติดต่อในเขตพื้นที่รับผิดชอบของสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 จังหวัดอุบลราชธานี ในด้านการเก็บรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล การใช้ประโยชน์และการเผยแพร่สารสนเทศในระดับพื้นที่พบว่ามี 3 รูปแบบ ดังนี้</p> <p><strong>3.1 รูปแบบที่ 1 การบริหารจัดการเพื</strong><strong>??</strong><strong>อสนับสนุนการจัดการสารสนเทศโรคไม่ติดต่อให้มี</strong></p> <p><strong>ประสิทธิภาพ </strong>ประกอบด้วยการมีแผนผังหรือกรอบวิธีสำหรับการวิเคราะห์ข้อมูลโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง มีการ</p> <p>จัดตั้งคณะกรรมการในการวิเคราะห์ข้อมูลและคณะกรรมการประเมินผลในระดับพื้นที่มีบุคลากรที่มีความรู้</p> <p>ความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูลโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง มีนโยบายสนับสนุนการวิเคราะห์และประมวลผล</p> <p>ข้อมูลโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง มีการวางแผนในการวิเคราะห์ข้อมูลการคัดกรองโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ผลการ</p> <p>วิเคราะห์ข้อมูลมีความสมบูรณ์ถูกต้อง ชัดเจนไม่ซ้ำซ้อนและน่าเชื่อถือได้ และผลวิเคราะห์ข้อมูลมีความ</p> <p>เป็นปัจจุบันและทันสมัยต่อการนำไปใช้</p> <p><strong>3.2 รูปแบบที่ 2 ระบบสนับสนุนเพื่อให้เกิดการจัดการสารสนเทศโรคไม่ติดต่อที่มี</strong></p> <p><strong>ประสิทธิภาพประกอบด้วย การมีโปรแกรมหรือระบบปฏิบัติการที่ สนับสนุนการดำเนินงานในพื้นที่ เช่น</strong></p> <p><strong>HCIS HosXP เป็นต้น มีวัสดุอุปกรณ์ที่มีความพร้อมเพื่อช่วยในการวิเคราะห์ข้อมูล เช่น คู่มือ คอมพิวเตอร์</strong></p> <p><strong>เครื่องคิดเลข เป็นต้น ได้รับการสนับสนุนจากเครือข่ายในการวิเคราะห์ข้อมูลโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น</strong></p> <p><strong>เบาหวาน ความดันโลหิตสูงในพื้นที่ สามารถวิเคราะห์ข้อมูลได้ถึงขนาดความรุนแรงและผลกระทบของ</strong></p> <p><strong>ปัญหาโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในระดับพื้นที่ได้ ผลวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้ มีการจำแนกกลุ่มปกติ กลุ่มเสี่ยง และกลุ่มป่วยเพื่อบอกแนวโน้มของโรคและใช้วางแผนการดำเนินงานในพื้นที่ได้</strong></p> <p><strong>3.3 รูปแบบที 3 การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อให้เกิดการจัดการสารสนเทศโรคไม่ติดต่อที่ มี</strong></p> <p><strong>ประสิทธิภาพ ประกอบด้วย มีการอบรมการวิเคราะห์ข้อมูลโรคไม่ติดต่อเรื้อรังให้แก่บุคลากร การมี</strong></p> <p><strong>งบประมาณสนับสนุนการวิเคราะห์ข้อมูลโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง อย่าง</strong></p> <p><strong>เพียงพอและเหมาะสม</strong></p> <p><strong>4.การจัดการสารสนเทศโรคไม่ติดต่อในเขตพื้นที่รับผิดชอบของสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 จังหวัดอุบลราชธานี ในแต่ละจังหวัดทั้ง ด้านควรมีการจัดรูปแบบให้มีความคล้ายคลึงกับจังหวัดศรีสะเกษ</strong></p> <p><strong>รองลงมา คือ จังหวัดยโสธร จังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดนครพนม จังหวัดสกลนคร จังหวัดมุกดาหาร และ</strong></p> <p><strong>จังหวัดอำนาจเจริญ ตามลำดับ เพื่อให้เกิดการต่อยอด ทดลองใช้ และเกิดการปรับปรุงรูปแบบ ให้ความ</strong></p> <p><strong>ครอบคลุมและความครบถ้วนของกระบวนการพัฒนาสารสนเทศโรคไม่ติดต่อในพื้นที่ รับผิดชอบของ</strong></p> <p><strong>สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 จังหวัดอุบลราชธานี ทั้งนี้อยู่บนพื้นฐานของความต้องการพัฒนาในระดับ</strong></p> <p><strong>พื้นที่ด้วยการมีส่วนร่วม เพื่อให้เกิดการพัฒนาสารสนเทศอย่างต่อเนื่องและยั่งยืนต่อไปในอนา คต</strong></p>