การประเมินผลกระทบของรูปแบบสภาพภูมิอากาศในระยะยาวต่อนิเวศวิทยาของป่าในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และพื้นที่ชุ่มน้ำ
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
ในขณะที่การสูญเสียและเสื่อมโทรมของพื้นที่ป่าจากการขยายพื้นที่เกษตรกรรมและการก่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆของมนุษย์สามารถทำการศึกษาและสำรวจติดตามได้ค่อนข้างชัดเจนซึ่งทำให้สามารถนำข้อมูลเหล่านี้มาทำนายผลกระทบต่อระบบนิเวศทั้งในระยะสั้น ปานกลาง และยาวได้ ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศถือว่ามีความยากในการทำนายถึงผลกระทบในอนาคตเนื่องจากความซับซ้อนของระบบสภาพภูมิอากาศทั่วโลก เพื่อศึกษาและทำนายผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นกับมนุษย์และระบบนิเวศ การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายการตอบสนองของระบบนิเวศต่อความผันแปรของสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นในอดีตและนำผลที่เกิดขึ้นในอดีตนี้มาร่วมวิเคราะห์กับรูปแบบจำลองทางคณิตศาสตร์เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกทำให้สามารถทำนายแนวโน้มผลกระทบที่จะเกิดขึ้นใอนาคตได้ การศึกษานี้ดำเนินงานโดยใช้ข้อมูลที่เกิดขึ้นในอดีตและวิเคราะห์ทำนายถึงผลกระทบในอนาคตต่อระบบนิเวศป่า รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงของพืชผลไม้ในป่าและระบบนิเวศของพื้นที่ชุ่มน้ำซึ่งจะศึกษาถึงปริมาณของแหล่งอาหารและพลวัตประชากรของกลุ่มนกน้ำและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในพื้นที่ชุ่มน้ำ ผลการศึกษาของเราพบว่ามีการลดลงของพื้นที่ป่าและถิ่นอาศัยที่เหมาะสมของสัตว์เป้าหมายที่ศึกษา 1 กลุ่ม คือ นกกลุ่มไก่ฟ้าและนกกระทา ตั้งแต่ปี ค.ศ.2000 ถึง 2018 ซึ่งถิ่นอาศัยที่เหลืออยู่ในปัจจุบันพบว่ามีความหลากหลายของชนิดไก่ฟ้าและนกกระทาต่ำมาก รวมทั้งพื้นที่ดังกล่าวกำลังได้รับผลกระทบจากการสูญเสียพื้นที่ป่าและการล่าในระดับปานกลางถึงสูงมาก นอกจากนี้จากการศึกษาเกี่ยวกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในอนาคตต่อถิ่นที่อยู่อาศัยที่เหลืออยู่ของนกกลุ่มไก่ฟ้าและนกกระทา 55 ชนิดยังพบว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในอนาคตจนถึงปี ค.ศ.2100 จะทำให้ถิ่นที่อยู่อาศัยของนกกลุ่มไก่ฟ้าและนกกระทามีการลดลง นกกลุ่มนี้ส่วนมากจะย้ายพื้นที่อาศัยขึ้นไปในพื้นที่ป่าที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลสูงขึ้น ถิ่นที่อยู่อาศัยในพื้นที่อนุรักษ์ปัจจุบันจะมีขนาดลดลงในอนาคตเช่นกัน เขตภูมิศาสตร์อินโด-พม่า (Indo-Burma) จะมีการลดลงของความหลากหลายทางชนิดพันธุ์ของนกกลุ่มนี้มากที่สุด จากการศึกษาด้วยฐานข้อมูลระบบสารสนเทศพบว่าพื้นที่ชุ่มน้ำที่สำคัญเพื่อการอนุรักษ์นกในประเทสไทยคือหนองบงคายซึ่งเป็นพื้นที่ที่พบนกหลากหลายชนิดที่สุด แต่อย่างไรก็ตามพื้นที่นี้ก็ยังเป็นพื้นที่ที่มีชนิดนกที่ถูกคุกคามมากที่สุดอีกด้วย ในส่วนของตัวพื้นที่ชุ่มทั่วไทยพบว่ามีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาในช่วง 30 ปีที่ผ่านโดยสาเหตุแบ่งออกเป็นปัญหาที่เกิดจากธรรมชาติและมนุษย์ สาเหตุจากธรรมชาติเช่นการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอาการ ในส่วนของปัญหาจากมนุษย์คือการที่พื้นที่ส่วนใหญ่ถูกปรับเปลี่ยนให้เป็นพื้นที่ทางการเกษตรและการขยายตัวของชุมชน การศึกษาการเปลี่ยนแปลงในระยะยาวของอัตราการรอดของรังนกและสัตว์ล่ารังของนกป่าเขตร้อนในประเทศไทย จากการศึกษาผลกระทบของปริมาณน้ำฝนต่อความสำเร็จของการทำรังของนกป่าพบว่าอัตราการรอดของรังนกนช่วงปี2013 -2021อยู่ที่ ~9% ซึ่งต่ำกว่าอัตราความสำเร็จในการทำรังของนกเขตร้อนทั่วไปที่มีอัตราความสำเร็จอยู่ที่ 20%-22% และสาเหตุหลักของความล้มเหลวในการทำรังคือการถูกล่าจากสัตว์ล่ารัง (nest predation) จากการประเมินผลกระทบของสภาพภูมิอากาศทั้งปริมาณน้ำฝนและอุณหภูมิต่อการอยู่รอดของรังนกและอัตราการล่ารังซึ่งเราพบว่าปริมาณน้ำฝนส่งผลชัดเจนที่สุด โดยในช่วงที่มีปริมาณน้ำฝนสูงอัตราการรรอดของรังนกจะต่ำซึ่งก็สัมพันธ์กับอัตราการล่ารังที่สูงขึ้นในช่วงเดียวกัน ความสัมพันธ์นี้สามารถอธิบายได้ว่าในช่วงที่มีปริมาณน้ำฝนสูงซึ่งหมายถึงปริมาณอาหารของสัตว์ล่ารังก็สูงด้วยทั้งกลุ่มสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ ผลไม้ รวมถึงรังนก ดังนั้นการที่มีปริมาณอาหารมากขึ้นทำให้กิจกรรมของสัตว์ล่ารังสูงขึ้นและส่งผลต่อเนื่องทำให้อัตราการรอดของรังนกต่ำตามไปด้วย และสุดท้ายการศึกษาพฤติกรรมการกินอาหารและความหลากหลายของเหยื่อที่เป็นอาหารของสัตว์ผู้ล่ามีความสำคัญต่อการเพิ่มองค์ความรู้ด้านการปรับตัวและอยู่รอดท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม แต่การพบสังเกตเห็นพฤติกรรมดังกล่าวโดยตรงเป็นไปได้ยากเนื่องจากการพบเห็นตัวยากและการขาดข้อมูลด้านนิเวศวิทยาการกินอาหารอาจทำให้การประเมินโอกาสในการอยู่รอดของประชากรในพื้นที่ที่มีการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์สูงมีความคลาดเคลื่อน การศึกษาครั้งนี้คณะวิจัยเก็บตัวอย่างมูลเสือปลา (Prionailurus viverrinus) จากภายในและภายนอกอุทยานเขาสามร้อยยอด ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการซ้อนทับกันระหว่างพื้นที่ชุ่มน้ำและพื้นที่เกษตรกรรม (heterogenous habitats) และประยุกต์ใช้เทคนิค DNA metabarcoding ในการจำแนกชนิดเหยื่อของเสือปลาซึ่งเป็นสัตว์ผู้ล่าสูงสุดในระบบนิเวศนี้ ผลการศึกษาจาก 18 ตัวอย่างกองมูลจากประชากรในธรรมชาติพบว่าเสือปลามีชีววิทยาการกินอาหารที่หลากหลาย การวิเคราะห์ DNA Metabarcoding ด้วย 3 เครื่องหมายที่จำเพาะต่อยีน mitochondrial DNA สายสั้น พบว่าเหยื่อส่วนใหญ่ในฤดูแล้ง ได้แก่ สัตว์ฟันแทะ (66%) ตามด้วยกลุ่มนกน้ำ (24%) และไก่ป่า-ไก่พื้นเมือง (10%) ซึ่งการพัฒนาเทคนิคการลดปริมาณการเพิ่มจำนวนของ host DNA ทำให้จำนวน reads ของเหยื่อเพิ่มขึ้น เพิ่มความถูกต้องและลดงบประมาณในการวิเคราะห์จึงทำให้สามารถประยุกต์ใช้เทคนิค DNA Metabarcoding เพื่อระบุชนิดและสัดส่วนเหยื่อในสัตว์ผู้ล่าชนิดอื่นได้แพร่หลายมากขึ้น นำไปสู่การต่อยอดงานวิจัยเพื่อเปรียบเทียบความหลากหลายของเหยื่อระหว่างพื้นที่ศึกษาที่มีความหลากหลายทางด้านสภาพภูมิอากาศและความหลากหลายทางชีวภาพ