ความหลากหลายทางชีวภาพของทรัพยากรประมงและการจัดการแบบการ มีส่วนร่วมในพื้นที่ชุ่มน้ำอ่างเก็บน้ำห้วยตลาดและอ่างเก็บน้ำสนามบินเก่า
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
ข้อมูลพื้นฐานของทรัพยากรประม การประมง และชุมชนประมง ในอ่างเก็บน้ำเพื่อการ ชลประทานขนาดกลางสองแห่ง ได้แก่ อ่างเก็บน้ำห้วยตลาด และอ่างเก็บน้ำสนามบินเก่า ในจังหวัด บุรีรัมข์ ได้ทำการศึกษาระหว่าง เดือนธันวาคม 2553 ถึง เดือนพฤศจิกาขน 2554 โดขมีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาแนวทางในการบริหารจัดการประมงอย่างมีประสิทธิภาพทั้งในด้านปริมาณผลจับ เครื่องมือที่เหมาะสม และพื้นที่เพื่อการอนุรักข์ในพื้นที่ชุ่มน้ำประเภทอ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก อ่างเก็บน้ำตัวแทนทั้งสองมีพันธุ์สัตว์น้ำที่จับได้ รวม 53 ชนิด 16 ครอบครัว เท่ากัน ใน ทั้งสองอ่างเก็บน้ำ และเมื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงทางด้านสถานที่ (ด้นน้ำ กลางอ่างเก็บน้ำ และ ปลายอ่างเก็บน้ำ) ในทั้งสองอ่างเก็บน้ำ ร่วมกับการเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาล อันได้แก่ ฤดูแล้ง (ธันวาคม -กุมภาพันธ์), ปรับเปลี่ยน 1 (มีนาคม - พฤษภาคม), ฝน (มิถุนายน - สิงหาคม) และ ปรับเปลี่ยน 2 (กันขายน - พฤศจิกายน) พบว่า ฤดูกาลจะมีอิทธิพลมากกว่าพื้นที่ต่อความผันแปรใน ปริมาณผลจับ ความชุกชุม และความหนาแน่นของสัตว์น้ำที่จับได้ และเมื่ออาศัยค่ดัชนีความสำคัญ สัมพัทธ์เป็นดัชนีที่แสดงถึงสัตว์น้ำชนิดเด่นในอ่างเก็บน้ำทั้งสองแห่งทั้งตามสถานที่และฤดูกาล พบว่า ปลาชนิดเด่นในทั้งสองอ่างเก็บน้ำ มีชนิดเดียวกัน ได้แก่ ปลานิล (Oreechromis niloticus) ปลาตะเพียนขาว (Barbonymus gonionotus) ปลาแดงน้อย (Discherodontus ashmeadi) ปลาสร้อยขาว (Henicorhynchus siamensis) ปลาแป้นแก้ว (Parambassis siamensis) และปลาสลาด (Notopterus notopterus) ซึ่งรวมกันแล้ว มีค่าดัชนีความสำคัญสัมพัทธ์รวมกันมากกว่าร้อยละ 40 ค้านคุณภาพน้ำ ได้ทำการศึกษาค่พารามิเตอร์ที่สำคัญ ได้แก่ ความลึก ความเป็นกรด ต่างของน้ำ ปริมาฌออกซิเจนละลายในน้ำ ความนำไฟฟ้า ความขุ่นของน้ำ อุณหภูมิของน้ำ ความโปร่ง แสง ความเป็นด่างของน้ำ ปริมาณสารแขวนลอยทั้งหมด ปริมาณสารละลายทั้งหมด ปริมาณ แอมโมเนียทั้งหมด ปริมาณฟอสฟอรัสรวม ฟอสฟอรัสที่เป็นประ โยชน์ ปริมาณซิลิเกต ความ กระด้าง ปริมาณของแข็งทั้งหมด และปริมาณคลอโรฟิลล์-เอ ซึ่งพบว่าอิทธิพลของฤดูกาลจะมี มากกว่าพื้นที่ต่อความผันแปรของค่คุณภาพน้ำ ในการศึกษาด้านอาหารธรรมชาติในแหล่งน้ำ ใน อ่างเก็บน้ำห้วยตลาด พบแพลงก์ตอนพืช 3 ดิวิชัน 49 สกุล ไดย คิวิชัน Chlorophyta พบมากที่สุด 31 สกุล แพลงก์ตอนสัตว์ 3 ไฟลัม พบทั้งหมด 13 สกุล โดย ไฟลัม Arhopoda ซึ่งพบมากที่สุด จำบวน สกุล สัตว์หน้าดิน พบทั้งหมด 26 สกุล ไดย Class Insecta พบมากที่สุด มีจำนวน 12 สกุล ในขณะ ที่อ่างเก็บน้ำสนามบินเก่า พบแพลงก์ตอนพืช 3 ดิวิชัน 34 สกุล โดย ดิวิชัน Chlorophya พบมาก ที่สุด จำนวน 23 สกุล แพลงก์ตอนสัตว์ 3 ไฟถัม โดยไฟลัม Arhopoda พบมากที่สุด จำนวน 5 สกุล และสัตว์หน้าดิน จำนวน 4 ชั้น 26 ครอบครัวโดย Class Inscta พบมากที่สุด มีจำนวน 12 สกุล และใน ทำนองเดียวกันกับคุณภาพน้ำที่เป็นปัจจัยที่ควบคุมอาหารธรรมชาติ ทำให้อิทธิพลของฤดูกาลจะมี มากกว่าพื้นที่ต่อความผันแปรของอาหารธรรมชาติ และสามารถจัดอ่างเก็บน้ำทั้งสองเป็นแหล่งน้ำที่ ค่อนข้างสมบูรณ์ และด้วยขนาดของอ่างเก็บน้ำที่ไม่ใหญ่มากนัก และลักษณะของพื้นที่ค่อนข้าง คล้ายกัน การเปลี่ยนแปลงฤดูกาลจะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทรัพยากรในอ่างเก็บน้ำ เครื่องมือประมงหลักที่นิยมใช้ในการประมงในอ่างเก็บน้ำทั้งสองแห่ง ได้แก่ ข่าย โดยมี ขนาดช่องตา 15 - 140 มิลลิเมตร โดยขนาดช่องตาของข่ายที่แตกต่างกับมีอิทธิพลต่อปริมาณผลจับ จำนวนชนิดและจำนวนตัวปลา อย่างมีนัยสำคัญยิ่ง โดยข่ายตาขนาดใหญ่ (- 70 มิลลิเมตร) จะมี ปริมาณ ผลจับที่สูง ในขณะที่ชนิดและจำนวนตัวปลา จะมีค่ามากกว่าในตาที่มีขนาดเล็ก และเมื่อทำ การหาค่าดัชนีความสำคัญสัมพัทธ์และการจัดกลุ่มความคล้ำายคลึงของผลจับ พบว่าชนิดเด่นของปลา ที่จับได้ในแต่ละขนาดช่องตาข่ายก็จะมีขนิดที่แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับอัตราส่วนรอบกอของตัวปลา และรูปร่างของลำตัวปลาชนิดนั้น 1 และเมื่อศึกยาการเลือกจับของเครื่องมือข่ายและใช้แนวคิดใน การอนุรักษ์ทรัพยากร ข่ายขนาดช่องตาเล็ก (< 40 มิลลิเมตร) ไม่เหมาะที่จะอนุญาตให้ใช้ในการทำ ประมงเนื่องจากข่ายขนาดดังกล่าวสามารถจับปลาที่มีขนาดเล็กซึ่งเป็นการทำลายพันธุ์ก่อนที่จะแพร่ ขขายพันธ์ได้การศึกษาสภาวะเศรษฐกิจและสังคมของชุมชนประมงทั้งสองอ่างเก็บนำ พบว่า มี ลักษณะเป็นครอบครัวเดี่ยว ที่มีระดับการศึกษาไม่สูงนักแต่มีประสบการณ์ประมงมากกว่า 10 ปี โดยถึงแม้ว่าจะมีการทำอาชีพอื่น ๆ เสริม เช่น การเกษตรกรรม และรับจ้าง พบว่า รายได้จากการ ประมงเป็นรายได้หลักของครอบครัว การทำประมงจะแบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่มที่ทำเฉพาะในช่วง ฤดูฝนและตลอดทั้งปี โดยแหล่งประมงที่หนาแน่นอยู่บริเวณดันน้ำ ไดขจะทำประมงริมฝั่งหรือเรือ พายไม่ติดเครื่องยนตั โดยมีเครื่องมือประมงหลัก คือ ข่าย แห ลอบ และเบ็ดราว โดยทำรายได้เฉลี่ย 30,000 บาทต่อปื ขึ้นอยู่กับชนิดและปริมาณของผลจับสัตว์น้ำที่ใด้ และเมื่อศึกษาต่ำใช้จ่ายต่อ ฤดูกาลประมงของเครื่องมือประมงหลัก คือ ข่าย เบ็ดราว และลอบ พบว่าอยู่ที่ 8,891.2881.9 5.850.3#1,623.2 และ 4,776.4# 519.6 บาท ต่อฤดูกาลของเครื่องมือประมงตามลำดับ และเมื่อ พิจารณาราคาขายผลจับสัตว์น้ำในสภาวะปัจจุบัน พบว่า การประมงด้วยเครื่องมือทั้ง 3 ชนิด ยังทำ กำไร ในช่วง 20 ถึง 30 บาทต่อกิโลกรัม สำหรับผลจับที่ได้มากกว่าร้อยละ 90 จะจำหน่ายสด ภายใน ตลาดในพื้นที่ จากการประชุมกลุ่มร่วมกับผู้ใช้ประ โยชน์ในอ่างเก็บน้ำเกี่ยวกับปัญหาและแนวทาง ในการจัดการประมง พบว่า ปัญหาที่สำคัญในการทำประมงในอ่างเก็บน้ำทั้งสอง ได้แก่ มีการใช้ เครื่องมือจับปลาขนาดใหญ่ที่ผิดกฎหมาข ปัญหาปริมาณสัตว์น้ำลดลง และปัญหารายได้ต่ำและการ ขาดแคลนอาชีพเสริม รวมทั้งการขาดแคลนพื้นที่อนุรักษ์ที่แท้จริง ภาพรวมของผลการศึกษา การที่จะทำการลระดับในการลงแรงประมงก่อนข้างจะ เป็นไปได้ยาก เนื่องจากลักษณะของการประมงเพื่อการยังชีพ ในด้านมาตรการประมงที่ใช้อยู่ในการ กำหนดขนาดตาข่ายที่ ร0 มิลลิมตร มีความเหมาะสม และได้ทำการเสนอพื้นที่ในการรักษาพืชพันธุ์ ในแหล่งน้ำทั้งสอง โดขอาศัชข้อมูลพื้นฐานที่ใด้จากการศึกษาเพื่อเป็นพื้นที่ให้สัตว์น้ำได้ไปอาศัย โดยไม่มีการรบกวนจากการประมง และสามารถเป็นแหล่งขยายพันธุ์สัตว์น้ำ เพื่อความยั่งยืนของ การประมงใบอ่างเก็บน้ำทั้งสองแห่งสืบไป