การจัดการดินเพื่อการใช้ประโยชน์ที่ดินแบบยั่งยืนในเขตพัฒนาที่ดิน
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การศึกษาระยะห่างที่เหมาะสมของคูรับน้ำขอบเขาเพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำบนพื้นที่สูง ชุดดินหนองมด (Nm) กลุ่มชุดดินที่ 29 อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย ภายใต้วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระยะห่างที่เหมาะสมของคูรับน้ำขอบเขาเพื่อใช้เป็นมาตรการอนุรักษ์ดินและน้ำบนพื้นที่สูง ศึกษาผลการจัดการดินที่มีต่อปริมาณการสูญเสียดินและการเจริญเติบโต ตลอดจนผลผลิตของพืชที่ปลูก ศึกษาการเปลี่ยนแปลงสมบัติทางเคมีและกายภาพของดินเมื่อมีการจัดการดินต่างกัน วางแผนการทดลองแบบ Randomized complete block มี 3 ซ้ำ 5 ตำรับการทดลอง ประกอบด้วย ตำรับที่ 1 แปลงควบคุม (ไม่มีระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ) ตำรับที่ 2 ระยะห่างระหว่างคูรับน้ำขอบเขาในแนวดิ่ง 3 เมตร ตำรับที่ 4 ระยะห่างระหว่างคูรับน้ำขอบเขาในแนวดิ่ง 4 เมตร และตำรับที่ 5 ระยะห่างระหว่างคูรับน้ำขอบเขาในแนวดิ่ง 5 เมตร ในช่วงปี 2551-2553 พบว่า ระยะห่างในแนวดิ่งที่เหมาะสมสำหรับคูรับน้ำขอบเขาบนพื้นที่ที่มีความลาดชัน 15-25 เปอร์เซ็นต์ คือ 3 เมตร (ตำรับที่ 2) ลดปริมาณตะกอนดินได้ประมาณ 75 เปอร์เซ็นต์ของตะกอนดินในพื้นที่ที่ไม่ระบบคูรับน้ำขอบเขา รองลงมาคือ 3.5 เมตร (ตำรับที่ 3) ลดปริมาณตะกอนดินได้ 55 เปอร์เซ็นต์ และ 4.0 เมตร (ตำรับที่ 4) ลดปริมาณตะกอนดินได้ 50 เปอร์เซ็นต์ ปริมาณการสูญเสียดิน ระยะห่างในแนวดิ่ง 4.5 เมตร (ตำรับที่ 5) มีการสูญเสียตะกอนดินมากที่สุดคิดเป็นปริมาณธาตุอาหารเท่ากับ 62.29 กิโลกรัม รองลงมาคือตำรับที่ 4 มีระยะห่างในแนวดิ่ง 4.0 เมตร ตำรับที่ 3 มีระยะห่างในแนวดิ่ง 3.5 เมตร และตำรับที่ 2 มีระยะห่างในแนวดิ่ง 3 เมตร ซึ่งมีปริมาณธาตุอาหารที่สูญเสียไปเท่ากับ 29.88, 23.67 และ 11.95 กิโลกรัมตามลำดับ สำหรับการเจริญเติบโตและผลิตข้าวไร่การเปลี่ยนแปลงระยะห่างในแนวดิ่งของคูรับน้ำขอบเขาไม่มีผลต่อการเจริญเติบโตของข้าวไร่ที่ปลูก แต่มีผลต่อปริมาณและคุณภาพของผลผลิตข้าวไร่คือระยะห่างในแนวดิ่ง 4.0 เมตร (ตำรับที่ 4) นอกจากนี้การเปลี่ยนแปลงระยะห่างในแนวดิ่งของระบบอนุรักษ์ดินและน้ำแบบคูรับน้ำขอบเขามีผลต่อการเปลี่ยนแปลงสมบัติของดินน้อยกว่าการจัดการพื้นที่