ผลของสมบัติทางกายภาพและเคมีของดินชุดบ้านจ้อง (กลุ่มชุดดินที่ 29) ต่อ การแพร่ระบาดของโรคเหี่ยวของขิงที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย เมื่อมีการจัดการดิน เพื่อเพิ่มผลผลิตขิงในพื้นที่ อ. เวียงป่าเป้า จ. เชียงราย
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การศึกษาผลของสมบัติทางกายภาพและเคมีของดินชุดบ้านจ้อง (กลุ่มชุดดินที่ 29) ต่อการแพร่ระบาดของโรคเหี่ยวของขิงที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย เมื่อมีการจัดการดินเพื่อเพิ่มผลผลิตขิงในพื้นที่ อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย ในฤดูปลูกปี 2551, 2552 และ 2553 เพื่อศึกษาเปรียบเทียบผลของการเปลี่ยนแปลงสมบัติทางเคมีและกายภาพของดินภายใต้การจัดการดินต่อการแพร่ระบาดของโรคเหี่ยวของขิง และศึกษาผลการเปลี่ยนแปลงสมบัติทางเคมีและกายภาพของดินก่อนและหลังการทดลอง โดยวางแผนการทดลองแบบ Randomized Complete Block Design จำนวน 3 ซ้ำ 6 ตำรับการทดลอง ประกอบด้วย 1) ปลูกขิงใช้วิธีปรับปรุงบำรุงดินและป้องกันกำจัดโรคขิงแบบเกษตรกร 2) ปลูกขิงใช้ พด.3 และสารเคมีป้องกันกำจัดโรคขิงแบบเกษตรกร ใส่ปุ๋ยหมัก อัตรา 1 ตันต่อไร่ 3) ปลูกขิงใช้ พด.3 และสารเคมีป้องกันกำจัดโรคขิงแบบเกษตรกร ใส่ปุ๋ยหมัก อัตรา 2 ตันต่อไร่ 4) ปลูกขิงใช้ พด.3 และสารเคมีป้องกันกำจัดโรคขิงแบบเกษตรกรใส่ปุ๋ยหมัก อัตรา 1 ตันต่อไร่ ใส่ปูนตามค่าความต้องการปูนของดิน 5) ปลูกขิงใช้ พด.3 และสารเคมีป้องกันกำจัดโรคขิงแบบเกษตรกรแต่ลดปริมาณการใช้ 50 เปอร์เซ็นต์ ใส่ปุ๋ยหมัก อัตรา 1 ตันต่อไร่ ใส่ปูนตามค่าความต้องการปูนของดิน 6) ปลูกขิงใช้ พด.3 และสารเคมีป้องกันกำจัดโรคขิงแบบเกษตรกรแต่ลดปริมาณการใช้ 50 เปอร์เซ็นต์ ใส่ปุ๋ยหมัก อัตรา 2 ตันต่อไร่ ใส่ปูนตามค่าความต้องการปูนของดินผลการทดลองพบว่า การจัดการดินตามวิธีการของตำรับการทดลองที่ 6 มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงสมบัติทางกายภาพและเคมีของดิน ทำให้ดินมีศักยภาพในการผลิตสูงที่สุด กล่าวคือสมบัติทางกายภาพของดินมีค่าลดลงมากที่สุดภายหลังสิ้นสุดการทดลองในปี 2553 เมื่อเปรียบเทียบกับก่อนเริ่มดำเนินการทดลองในปี 2551 โดยความหนาแน่นรวมของดิน ที่ระดับความลึก 0-15 และ 15-30 เซนติเมตร คือ มีค่าลดลงจาก 1.44 เป็น 1.31 กรัมต่อลูกบาศก์เซนติเมตร และจากค่า 1.51 เป็น 1.35 กรัมต่อลูกบาศก์เซนติเมตร ตามลำดับ แต่อย่างไรก็ตามการจัดการดินตามวิธีการของทุกตำรับการทดลองไม่มีผลต่อปริมาณความชื้นในดิน ทั้ง 2 ระดับความลึก สำหรับสมบัติทางเคมีของดินของตำรับการทดลองที่ 6 มีแนวโน้มของค่าเพิ่มสูงที่สุดภายหลังสิ้นการทดลองในปี 2553 เมื่อเปรียบเทียบกับก่อนเริ่มดำเนินการทดลองในปี 2551 ทั้ง 2 ระดับความลึก คือ ความเป็นกรดเป็นด่างของดิน มีค่า pH ของดินเพิ่มขึ้นจาก 4.7 เป็น 6.2 และจากค่า 4.5 เป็น 5.7 ตามลำดับ และปริมาณอินทรียวัตถุในดิน มีค่าเพิ่มขึ้นจาก 1.85 เป็น 3.16 เปอร์เซ็นต์ และจากค่า 1.48 เป็น 2.44 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ ส่วนปริมาณฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์ มีค่าเพิ่มขึ้นจาก 10 เป็น 28 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม และจากค่า 6 เป็น 15 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ตามลำดับ ปริมาณโพแทสเซียมที่เป็นประโยชน์ มีค่าเพิ่มขึ้นจาก 59 เป็น 91 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม และจากค่า 42 เป็น 62 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ตามลำดับ และปริมาณแคลเซียมที่เป็นประโยชน์ มีค่าเพิ่มขึ้นจาก 283 เป็น 795 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม และ จากค่า 245 เป็น 492 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ตามลำดับส่วนการประเมินความรุนแรงของโรคเหี่ยวของขิง พบว่า การจัดการดินตามวิธีการของตำรับการทดลองที่ 6 มีประสิทธิภาพสูงที่สุดในการลดระดับความรุนแรงและการแพร่ระบาดของโรคเหี่ยวของขิง โดยมีค่าเปอร์เซ็นต์การเข้าทำลายของโรคเหี่ยวของขิงในช่วงเดือนสุดท้ายก่อนการเก็บเกี่ยวผลผลิตขิง (เดือนสิงหาคม) ในปี 2551 ปี 2552 และปี 2553 มีจำนวนต้นที่เป็นโรคลดลงมากที่สุด คือ มีค่าเท่ากับ 9.38, 7.83 และ 4.50 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ และมีจำนวนต้นปกติที่รอดตายจากการเป็นโรคมากที่สุด ซึ่งมีค่าเท่ากับ 48.48, 44.50 และ 32.17 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ