โครงการศึกษาการประเมินผลการดำเนินการตามนโยบายและแผนระดับชาติเพื่อขจัดการใช้แรงงานเด็กในรูปแบบที่เลวร้าย ปีงบประมาณ พ.ศ. 2552-2557
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
บทสรุปผู้บริหาร 1. ที่มา สถานการณ์การใช้แรงงานเด็กเป็นสถานการณ์ที่ต้องตระหนักและให้ความสำคัญ เนื่องจากผลกระทบของการใช้แรงงานเด็ก ทำให้เด็กต้องสูญเสียเวลาและขาดโอกาสทางการศึกษา และยังส่งผลเสียต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิตของเด็กอีกด้วย ประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งที่ให้ความสำคัญต่อปัญหาการใช้แรงงานเด็ก โดยให้สัตยาบันอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ฉบับที่ 182 เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2544 และประเทศไทยได้จัดทำนโยบายและแผนระดับชาติเพื่อขจัดการใช้แรงงานเด็กในรูปแบบที่เลวร้าย ปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 – 2557 ตามบทบัญญัติมาตรา 6 ของอนุสัญญาดังกล่าว และคณะรัฐมนตรีได้รับทราบนโยบายและแผนระดับชาติฯ เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2552 โดยถือเป็นนโยบายและแผนระดับชาติฯ ฉบับแรกของประเทศไทย ซึ่งได้จัดทำขึ้นเพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ใช้เป็นแผนแม่บทในการดำเนินงาน เพื่อขจัดการใช้แรงงานเด็กในรูปแบบที่เลวร้าย และเพื่อเป็นแนวทางในการจัดทำแผนปฏิบัติงานขององค์กร ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการโดยนำยุทธศาสตร์และมาตรการของนโยบายและแผนระดับชาติฯ ไปปฏิบัติ ตั้งแต่ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 – 2557 กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน จึงมอบหมายให้สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นคณะวิจัยทำการศึกษาวิจัยและติดตามประเมินผลการดำเนินงานเมื่อนโยบายและแผนระดับชาติฯ ดังกล่าว สิ้นสุดลง รวมถึงพัฒนานโยบายและแผนระดับชาติเพื่อขจัดการใช้แรงงานเด็กในรูปแบบที่เลวร้าย ปีงบประมาณ พ.ศ. 2558 - 2563 2. วัตถุประสงค์ 2.1 ทบทวนและประเมินผลการดำเนินงานตามนโยบายและแผนระดับชาติเพื่อขจัดการใช้แรงงานเด็กในรูปแบบที่เลวร้าย ปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 – 2557 ของภาคีที่เกี่ยวข้อง 2.2 ศึกษา วิเคราะห์ ปัญหาอุปสรรคและปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดปัญหาอุปสรรคต่อการดำเนินงานตามมาตรการและยุทธศาสตร์ของนโยบายและแผนระดับชาติฯ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 – 2557 ของภาคีที่เกี่ยวข้องเพื่อกำหนดแนวทางและข้อเสนอแนะในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการใช้แรงงานเด็กในรูปแบบที่เลวร้าย 2.3 ศึกษาแนวทางในการกำหนดนโยบายและแผนระดับชาติฯ และพัฒนาการดำเนินงานตามนโยบายและแผนระดับชาติฯ ฉบับต่อไป 2.4 จัดทำ นโยบายและแผนระดับชาติเพื่อขจัดการใช้แรงงานเด็กในรูปแบบที่เลวร้าย ปีงบประมาณ พ.ศ. 2558 – 2563 3. วิธีการศึกษา ใช้วิธีการศึกษาวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods) ดังนี้ 3.1 การศึกษาวิจัยเอกสาร (Documentary Research) ทำการสังเคราะห์ข้อมูลจาก แหล่งข้อมูลทุติยภูมิ (Secondary Data) ซึ่งเป็นข้อมูลที่ได้จากการทบทวนวรรณกรรมและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง รวมถึงข้อมูลจากเอกสาร “รายงานผลการปฏิบัติงานประจำปีงบประมาณของหน่วยงานภายใต้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน” ในจังหวัดต่างๆ ที่ทำการส่งรายงานดังกล่าว กลับมายังกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน 3.2 การศึกษาแบบ วิเคราะห์ภาคีเครือข่าย (Stakeholders Analysis) เป็นข้อมูลปฐมภูมิ (Primary Data) ที่คณะวิจัยได้ทำการศึกษาและสำรวจการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำงานเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาแรงงานเด็กในรูปแบบที่เลวร้าย จำนวน 132 รายของหน่วยงานภาครัฐ องค์กรภาคเอกชน องค์กรภาคเอกชนไม่แสวงหากำไร และสื่อมวลชนจากจังหวัดต่างๆ ใน 4 ภาคทั่วประเทศ รวมถึงกรุงเทพมหานคร 3.3 การศึกษาวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) เป็นข้อมูลปฐมภูมิ (Primary Data) ที่ได้จากการเก็บสำรวจด้วยวิธีการส่งแบบสอบถามทางไปรษณีย์ (Mailed questionnaire) ไปทุกจังหวัดทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 1,520 ชุด เพื่อให้หน่วยงานภาคีทั้งทางตรงและทางอ้อม ทั้งหน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานส่วนท้องถิ่น องค์กรภาคเอกชน องค์กรระหว่างประเทศประจำประเทศไทย และองค์กรพัฒนาภาคเอกชนไม่แสวงหากำไรใน 77 จังหวัดทั่วประเทศ ที่ปฏิบัติงานเกี่ยวข้องด้านแรงงาน เด็กและปฏิบัติงานตามนโยบายและแผนระดับชาติเพื่อขจัดการใช้แรงงานเด็กในรูปแบบที่เลวร้าย ปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 – 2557 ผลการเก็บข้อมูลเชิงปริมาณ ได้รับแบบสอบถามส่งกลับมาจำนวน 1,100 ชุด หรือคิดเป็นอัตราตอบกลับร้อยละ 72.4 3.4 การศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ด้วยวิธีการ 1) จัดสนทนากลุ่ม (Focus Group Discussion) ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการดำเนินงานด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหาแรงงานเด็กในรูปแบบที่เลวร้าย จากหน่วยงานภาครัฐ องค์กรภาคเอกชนองค์กรพัฒนาเอกชนไม่แสวงหากำไร และสื่อมวลชน จากจังหวัดต่างๆ ใน 4 ภาคทั่วประเทศ จำนวน 4 กลุ่มๆ ละประมาณ 10 – 15 ราย 2) สัมภาษณ์ระดับลึก (In-Depth Interview) - แรงงานเด็กที่เป็นผู้เสียหาย จำนวน 4 ราย เพื่อค้นหาประสบการณ์จากการถูกใช้ แรงงานเด็กในรูปแบบที่เลวร้าย - ผู้ประกอบการภาคเอกชนทั่วๆ ไป จำนวน 2 ราย เพื่อสอบถามทัศนคติเกี่ยวกับ การขจัดการใช้แรงงานเด็กในรูปแบบที่เลวร้าย 3) จัดประชุมเพื่อค้นหาอนาคต (Future Search Conference) ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการ ทำงานด้านการจัดการแก้ไขปัญหาแรงงานเด็กในรูปแบบที่เลวร้าย จากหน่วยงานภาครัฐ และองค์กรภาคเอกชน จำนวน 35 ราย 3.5 การศึกษาวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) ด้วยวิธีการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการระยะสั้น 3 วัน เพื่อฝึกปฏิบัติการเขียนแผนปฏิบัติการ (Action Plan) ในการจัดทำโครงการหรือกิจกรรมเพื่อดำเนินงานการขจัดการใช้แรงงานเด็กในรูปแบบที่เลวร้าย โดยมีผู้เข้ารับการอบรมทั้งสิ้น จำนวน 35 ราย 3.6 การจัดทำประชาพิจารณ์ (Public Hearing) เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นประสบการณ์ และข้อเสนอแนะของผู้ปฏิบัติงานทั้งทางตรงและทางอ้อมจากหน่วยงานภาครัฐ องค์กรภาคเอกชน องค์กรพัฒนาเอกชนไม่แสวงหากำไร สื่อมวลชน และนักเรียนระดับประถมศึกษาตอนปลายและมัธยมศึกษาตอนต้น จำนวนทั้งสิ้น 100 ราย ทั้งนี้ เพื่อนำผลการทำประชาพิจารณ์ดังกล่าวมาเป็นแนวทางและมาตรการร่วมกัน เพื่อใช้ประโยชน์ในการพัฒนาและดำเนินงานตามนโยบายและแผนระดับชาติเพื่อขจัดการใช้แรงงานเด็กในรูปแบบที่เลวร้าย ฉบับที่ 2 (ปีงบประมาณ พ.ศ. 2558 – 2563) 4. ผลการศึกษา 4.1 ผลการศึกษาจากข้อมูลทุติยภูมิ การประเมินผลด้วยการสังเคราะห์ข้อมูลทุติยภูมิ (Secondary Data) จากเอกสาร “รายงานผลการปฏิบัติงานประจำปีงบประมาณของหน่วยงานภายใต้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน” ตามรายงานปีงบประมาณ 2555 – 2556 ที่ส่งมาที่กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน พบผลตามตาราง 1 ดังต่อไปนี้ 4.2 การประเมินผลเมื่อสิ้นสุดนโยบายและแผนระดับชาติเพื่อขจัดการใช้แรงงานเด็กใน รูปแบบที่เลวร้าย ปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 – 2557 การประเมินผลเมื่อสิ้นสุดนโยบายและแผนระดับชาติฯ ซึ่งเป็นข้อมูลปฐมภูมิ พบว่า มีหน่วยงานที่ดำเนินการเกี่ยวข้องกับการใช้แรงงานเด็กในรูปแบบที่เลวร้าย ทั้งที่เป็นหน่วยงานที่เป็นภาคีโดยตรง หมายถึง หน่วยงานที่มีส่วนร่วมในการจัดทำและปฏิบัติตามนโยบายและแผนระดับชาติเพื่อ ขจัดการใช้แรงงานเด็กในรูปแบบที่เลวร้าย ปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 – 2557 ได้แก่ กระทรวงแรงงาน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงยุติธรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานที่เป็น ภาคีโดยอ้อม หมายถึง หน่วยงานที่ไม่ได้มีส่วนร่วมในการจัดทำนโยบายและแผนระดับชาติฯ แต่มีลักษณะงานที่ปฏิบัติงานเกี่ยวพันหรือสอดคล้องกับ ลักษณะงานของนโยบายและแผนระดับชาติฯ ได้แก่ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย องค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) และ สำนักงานประกันสังคม ซึ่งมีภารกิจที่สอดคล้องกับนโยบายและแผนระดับชาติฯ ได้แก่ การส่งเสริมและให้ความร่วมมือกับหน่วยงานอื่นในการป้องกันการใช้แรงงานเด็กในรูปแบบเลวร้าย ตลอดจนกลุ่มเด็กด้อยโอกาส เด็กชาติพันธุ์ เด็กไร้สัญชาติ เด็กเร่ร่อน แม่วัยรุ่น เด็กในครอบครัวแตกแยก เด็กติดเชื้อ ไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์ 4.2.1 ผลการประเมินด้วยวิธีการวิเคราะห์ภาคีเครือข่าย เมื่อสิ้นสุดแผนการปฏิบัติตามนโยบายและแผนระดับชาติเพื่อขจัดการใช้แรงงานเด็กในรูปแบบที่เลวร้าย ปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 – 2557 ได้มีการประเมินการดำเนินงานตามแผนระดับชาติฯ ของภาคีเครือข่ายตามยุทธศาสตร์ 4.2.2 ผลการประเมินด้วยวิธีการศึกษาวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ส่วนนี้เป็นการวิเคราะห์และประเมินบุคคล กลุ่มบุคคลหรือหน่วยงานใดๆ ที่เป็นภาคีเครือข่ายทั้งโดยตรงและโดยอ้อม โดยประเมินจากข้อมูลปฐมภูมิที่มาจากการสำรวจ ด้วยการส่งแบบประเมินไปถึงภาคีเครือข่ายทั้งหมดทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 1,520 ชุด ได้รับการตอบกลับจำนวน 1,100 ชุด (ร้อยละ 72.4) 4.2.3 ผลการศึกษา วิเคราะห์ ปัญหาอุปสรรค และปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดปัญหาอุปสรรคต่อ การดำเนินงานตามมาตรการและยุทธศาสตร์ของนโยบายและแผนระดับชาติฯ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 – 2557 ของภาคีที่เกี่ยวข้องเพื่อกำหนดแนวทางและข้อเสนอแนะในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการใช้แรงงานเด็กในรูปแบบที่เลวร้าย (1) ผลการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพการเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพ ได้ให้ข้อมูลเชิงลึกที่น่าสนใจ ที่อธิบายให้ทราบว่าข้อมูลจากการประเมินภายนอก มีสาเหตุหรือปัญหาอุปสรรคอย่างไร โดยผลจากการศึกษาได้ข้อมูลดังนี้ 1) สาเหตุของปัญหาการใช้แรงงานเด็กในรูปแบบที่เลวร้ายมีหลายสาเหตุที่สำคัญ ได้แก่ ครอบครัวไม่สามารถสนับสนุนในด้านการศึกษาได้ เด็กจึงต้องเข้าไปสู่กระบวนการทำงาน ทัศนคติของคนในครอบครัว เช่น ให้ลูกแต่งงานกับฝรั่ง หรือประเพณีความเชื่อต่างๆ ทั้งนี้การระบุเด็กกลุ่มเสี่ยงมักขึ้นอยู่กับรูปแบบของปัญหาและบริบทของพื้นที่ 2) สถานการณ์แรงงานเด็กในประเทศไทยลดลง เนื่องจากมีจำนวนนักเรียนที่เข้าเรียนเพิ่มขึ้น แต่แรงงานเด็กเชิงเพศพาณิชย์และยาเสพติดมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น 3) หน่วยงานภาคีเครือข่ายส่วนใหญ่ปฏิบัติตามบทบาทและภารกิจของหน่วยงาน ซึ่งมีตัวชี้วัดความสำเร็จชัดเจน แต่มีบางภารกิจเกี่ยวข้องกับนโยบายและแผนระดับชาติฯ ซึ่งไม่มีตัวชี้วัดความสำเร็จที่ชัดเจน ทำให้การปฏิบัติบรรลุวัตถุประสงค์ของนโยบายและแผนระดับชาติไม่ครบถ้วน ทั้งนี้มีสาเหตุสำคัญจากการไม่รู้จักหรือไม่เคยเห็นนโยบายและแผนระดับชาติฯ มาก่อน 4) ปัญหาและอุปสรรคในการปฏิบัติตามนโยบายและแผนระดับชาติฯ ฉบับที่ผ่านมามีปัญหาทุกยุทธศาสตร์ ซึ่งสภาพปัญหามีความแตกต่างกันในแต่ละภูมิภาคที่คล้ายๆ กัน คือปัญหาเรื่องคนและงบประมาณ ซึ่งเป็นปัญหาของเกือบทุกภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและองค์กรนอกภาครัฐ โดยเฉพาะเรื่องศักยภาพของบุคลากร ซึ่งเป็นกลไกที่สำคัญในการขับเคลื่อนการนำนโยบายและแผนระดับชาติฯ ไปสู่การปฏิบัติ 5) การดำเนินงานบรรลุวัตถุประสงค์ไม่ครบถ้วน เนื่องมาจากหลายสาเหตุ ทั้งเรื่องภาระงานที่รับผิดชอบมีหลากหลาย การโยกย้ายบุคลากร งบประมาณ หรือการรณรงค์ไม่ตรงกลุ่มเป้าหมาย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องนโยบายและแผนระดับชาติฯ หรือทัศนคติของผู้ปฏิบัติงาน ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมาก ถ้าคนทำงานมีทัศนคติที่ไม่ดีก็จะทำให้การปฏิบัติตามนโยบายและแผนระดับชาติฯ เป็นไปได้ยาก 6) สาเหตุที่ผลการดำเนินงานตามนโยบายและแผนระดับชาติฯ ไม่ก้าวหน้า หรือไม่เป็นไปตามแผน เนื่องมาจากผู้ปฏิบัติจากหน่วยงานภาคีเครือข่ายส่วนใหญ่ไม่เคยเห็น ไม่รู้จักนโยบายและแผนระดับชาติทำให้การดำเนินงานที่ผ่านมาทำตามนโยบายของหน่วยงานที่มีภารกิจเกี่ยวข้องกัน ปัญหาการไม่มีเจ้าภาพหลักที่ชัดเจน ส่งผลให้การปฏิบัติก็ไม่ชัดเจน 5. สรุปผล ผลจากการทบทวน และประเมินผลการดำเนินงานตามนโยบายและแผนระดับชาติเพื่อขจัดการใช้แรงงานเด็กในรูปแบบที่เลวร้าย ปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 - 2557 ของภาคีที่เกี่ยวข้อง พบว่า มีความก้าวหน้าในการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์และมาตรการ เนื่องจากนโยบายและแผนระดับชาติฯ ช่วยให้เกิดการประสานงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ภาคีเครือข่ายทราบถึงบทบาทของแต่ละหน่วยงานได้ชัดเจนขึ้น ก่อให้เกิดการทำงานในเชิงรุกมากขึ้น การประสานงานเดินไปในทิศทางเดียวกันมากยิ่งขึ้น และยังมีความเกี่ยวข้องกับกฎหมายหลายฉบับ เช่น พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546, พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 เป็นต้น อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานภายใต้ยุทธศาสตร์และมาตรการของนโยบายและแผนระดับชาติฯ ประกอบด้วยกิจกรรมในรูปแบบต่างๆ ที่หลากหลาย เพื่อให้ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายและปัญหาที่มีเพิ่มขึ้นที่จำเป็นต้องอาศัยงบประมาณในการดำเนินการอย่างเพียงพอ แต่พบว่าหลายหน่วยงานทั้งองค์กรภาครัฐและนอกภาครัฐ มีปัญหาการขาดแคลนงบประมาณสนับสนุน จึงทำให้ไม่สามารถดำเนินกิจกรรมต่างๆ ได้อย่างเต็มที่ นอกจากนี้ ยังต้องอาศัยบุคลากรเป็นผู้ขับเคลื่อนการดำเนินงานที่กิจกรรมต่างๆ ของแต่ละยุทธศาสตร์ แต่กลับพบว่าบุคลากรที่รับผิดชอบมีไม่เพียงพอ รวมถึงบุคลากรที่โยกย้ายเปลี่ยนงาน ซึ่งเป็นข้อจำกัดที่ทำให้การดูแลไม่ทั่วถึง ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานเป็นอย่าง มาก นอกจากนี้ องค์ประกอบที่สำ คัญในการจัดทำ นโยบายและแผนระดับชาติฉบับต่อไป (ปีงบประมาณ พ.ศ. 2558 - 2563) คือต้องมีการจัดทำแผนปฏิบัติการ (Action Plan) เพื่อขับเคลื่อนนโยบายและแผนระดับชาติไปสู่การปฏิบัติ ที่ต้องมีความชัดเจนในการติดตามและประเมินผล ซึ่งต้องมีตัวชี้วัดสำหรับการวัดผลสำเร็จในการดำเนินงานทั้งในระดับผลผลิตและผลลัพธ์ 6. ข้อเสนอแนะ 1) ผู้บริหารระดับสูงของจังหวัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ว่าราชการจังหวัดแต่ละจังหวัด ควรมีการติดตามการดำเนินงานตามนโยบายและแผนระดับชาติเพื่อขจัดการใช้แรงงานเด็กในรูปแบบที่เลวร้ายอย่างเข้มแข็งและสม่ำเสมอ เพื่อผลักดันให้เกิดการทำงานอย่างต่อเนื่องผู้บริหารระดับสูง ควรให้ความสำคัญกับปัญหาการใช้แรงงานเด็กในรูปแบบเลวร้าย เพื่อผลักดันการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง 2) ควรมีระบบฐานข้อมูลเกี่ยวกับการใช้แรงงานเด็กในรูปแบบที่เลวร้ายทุกด้าน เพื่อให้ทราบถึงสถานการณ์ที่แท้จริงของปัญหา 3) ควรจัดตั้งศูนย์ข้อมูลการปฏิบัติงานในทุกหน่วยงาน เพื่อให้หน่วยงานต่างๆ มีความสะดวกในการเข้าถึงข้อมูล และสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารระหว่างหน่วยงานได้ 4) หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควรมีการเฝ้าระวังเรื่องสื่อ เว็บออนไลน์ เว็บลามกต่างๆ เพราะเป็นที่มาของปัญหาหลายอย่าง รวมทั้งการใช้แรงงานเด็กในรูปแบบที่เลวร้าย 5) ในการดำเนินการเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาการใช้แรงงานเด็กในรูปแบบที่เลวร้าย ควรให้หน่วยงานด้านการศึกษาเข้ามาดำเนินการร่วมด้วย โดยเฉพาะผู้บริหารการศึกษา ให้รับรู้ปัญหาของเด็กในโรงเรียน และภาคีเครือข่ายในการทำงาน ควรมีการดำเนินงานในทิศทางเดียวกัน 6) ในการช่วยเหลือคุ้มครองเด็กที่ตกเป็นผู้เสียหายตามอนุสัญญา ฉบับที่ 182 ควรเพิ่มระบบการติดตามและประเมินผลเด็กทั้งด้านความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตหลังจากได้รับความคุ้มครองช่วยเหลือและส่งคืนกลับสู่ครอบครัวและสังคม 7) การอบรมเพื่อสร้างเสริมศักยภาพบุคลากร ควรจัดทำรายละเอียดของผู้เข้ารับการอบรมแต่ละเรื่องว่าจะต้องผ่านหลักสูตรอะไรบ้าง เช่น ผู้ที่จะปฏิบัติงานด้านการค้ามนุษย์ ต้องผ่านหลักสูตรอะไรบ้าง 8) ในการดำเนินการตามนโยบายและแผนระดับชาติฯ ควรใช้กลไกในการสั่งการจากส่วนกลางมายังผู้ปฏิบัติในส่วนภูมิภาค เพื่อให้สามารถปฏิบัติงานตามนโยบายและแผนระดับชาติฯ ได้บรรลุผลสำเร็จ 9) ภาคีเครือข่ายในการปฏิบัติการตามนโยบายและแผนระดับชาติฯ ควรมีการจัดประชุมเพื่อพูดคุยกันในเรื่องภารกิจระหว่างกระทรวงต่างๆ ในกรณีที่เป็นภารกิจทับซ้อนของหน่วยงานที่อยู่ต่างกระทรวงกัน เพื่อให้ระดับปฏิบัติสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ถูกต้องและง่ายขึ้น และควรจัดทำคู่มือการดำเนินงานของภาคีเครือข่าย เพื่อเป็นแนวทางการดำเนินงานให้กับจังหวัดที่ยังขาดประสบการณ์หรือมีกรณีศึกษาน้อย และบุคลากรในหน่วยงานกรณีเกิดการโยกย้าย 10) ในการจัดทำนโยบายและแผนระดับชาติฯ ฉบับที่ 2 ควรกำหนดหน่วยงานผู้รับผิดชอบและอำนาจหน้าที่ในการทำงานให้ชัดเจน โดยกำหนดเจ้าภาพหลัก เจ้าภาพรอง หน่วยงานสนับสนุน โดยมีการทำความตกลงร่วมกัน (MOU) เพื่อให้เกิดความชัดเจนและทำให้การปฏิบัติงานตามแผนระดับชาติฯมีความคล่องตัวมากขึ้น อีกทั้งเพื่อให้ภาคีเครือข่ายสามารถปฏิบัติตามนโยบายและแผนระดับชาติฯ มีความต่อเนื่องและมีแนวทางการปฏิบัติที่ชัดเจน 7. แนวทางในการกำหนดและพัฒนาการดำเนินงานตามนโยบายและแผนระดับชาติ เพื่อขจัดการใช้แรงงานเด็กในรูปแบบที่เลวร้าย ปีงบประมาณ พ.ศ. 2558 – 2563 ในการจัดทำนโยบายและแผนระดับชาติฉบับต่อไป (ปีงบประมาณ พ.ศ. 2558 - 2563) หน่วยงานภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องต้องจัดทำแผนปฏิบัติการ (Action Plan) เชื่อมกับแผนปฏิบัติราชการประจำปี (Fiscal Year) ของแต่ละภาคีเครือข่าย ซึ่งจะทำให้ลดปัญหาการขาดแคลนงบประมาณและบุคลากร และยังทำให้แต่ละหน่วยงานมีกรอบแนวทางและเป้าหมายในการทำงานด้วย ทั้งนี้ เนื่องจากตามพระราชกฤษฎีกา ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 กำหนดให้ส่วนราชการต้องจัดทำแผนปฏิบัติราชการไว้เป็นการล่วงหน้าเพื่อขอรับงบประมาณ ผลจากการวิเคราะห์ภาคีเครือข่าย สะท้อนให้เห็นว่าภาคีเครือข่ายในการดำเนินการเพื่อขจัดปัญหาการใช้แรงงานเด็กในรูปแบบที่เลวร้าย มี 2 ประเภท ได้แก่ ภาคีเครือข่ายที่มีส่วนร่วมในการ จัดทำนโยบายและแผนฯ โดยตรงหรือเป็นภาคีเครือข่ายโดยตรง และภาคีเครือข่ายที่ไม่มีส่วนร่วมในการจัดทำนโยบายและแผนฯ แต่มีการนำนโยบายและแผนฯ ไปปฏิบัติ หรือเป็นภาคีเครือข่ายโดยอ้อมโดยผลจากการประชุมเพื่อค้นหาอนาคต ชี้ให้เห็นว่านโยบายและแผนระดับชาติฯ ฉบับแรก มีปัญหาอุปสรรคเกี่ยวกับการที่ไม่มีเจ้าภาพที่ชัดเจนในการทำงานของภาคีเครือข่าย ทำให้นโยบายและแผนระดับชาติฯ ไม่ได้เป็นภารกิจหรือหน้าที่โดยตรง แต่เป็นเพียงงานที่เกี่ยวข้องหรืองานฝากเท่านั้นดังนั้น เพื่อให้นโยบายและแผนระดับชาติฯ ฉบับที่ 2 มีความก้าวหน้ามากขึ้น จึงได้กำหนดให้มีเจ้าภาพหลัก เจ้าภาพรองในการปฏิบัติงานตามรูปแบบที่เลวร้าย 4 รูปแบบ ทั้งนี้ เพื่อให้การปฏิบัติตามนโยบาย และแผนระดับชาติฯ มีทิศทางและสามารถวัดผลสำเร็จได้อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น จึงกำหนดให้มีหน่วยงานรับผิดชอบ ดังนี้ หน่วยงานที่เป็นเจ้าภาพหลัก หมายถึง หน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่โดยตรง ตามกฎหมายหลักที่ระบุในการปฏิบัติตามนโยบายและแผนระดับชาติฯ ให้เป็น Focal point รับผิดชอบ ประสานงาน และบริหารจัดการ ในการดำเนินงานการขจัดการใช้แรงงานเด็กที่ระบุในแต่ละประเภท หน่วยงานที่เป็นเจ้าภาพรอง คือ หน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ที่เกี่ยวข้องและต้องปฏิบัติตามนโยบายและแผนระดับชาติฯ เฉพาะที่เกี่ยวข้องกับบทบาทภารกิจของหน่วยงาน ตามที่หน่วยงานเจ้าภาพหลักกำหนด หน่วยงานที่เป็นเจ้าภาพร่วม หมายถึง หน่วยงานที่มีการปฏิบัติงานที่สอดคล้องกับการ ดำเนินงานตามนโยบายและแผนระดับชาติฯ อยู่แล้ว แม้ว่า จะไม่มีบทบาทโดยตรงในนโยบายและแผนระดับชาติฯ ดังกล่าว แต่ลักษณะงานในหน้าที่ที่รับผิดชอบ สามารถสนับสนุนให้การดำเนินงานบรรลุผลสำเร็จทั้งเป้าหมายของนโยบายและแผนระดับชาติฯ และเป้าหมายของหน่วยงาน (ก) แรงงานบังคับ/ทาส ขอทาน เจ้าภาพหลัก ได้แก่ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความ มั่นคงของมนุษย์ ซึ่งดูแลในส่วนของขอทาน การใช้แรงงานทาส และกระทรวงแรงงาน ดูแลในส่วนของแรงงานบังคับ เจ้าภาพรองได้แก่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เจ้าภาพร่วมได้แก่ หน่วยงานอื่นๆ ที่ไม่ใช่เจ้าภาพหลักและเจ้าภาพรอง แต่มีบทบาทภารกิจของหน่วยงานเกี่ยวข้องเกี่ยวกับแรงงานเด็ก ได้แก่ กระทรวงต่างๆ เช่น กระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงยุติธรรม กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงการต่างประเทศ เป็นต้น หน่วยงานอื่นๆ อาทิ สำนักงานสถิติแห่งชาติ หน่วยงานส่วนท้องถิ่น องค์กรภาคเอกชน องค์กรนอกภาครัฐ องค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) และองค์กรระหว่างประเทศประจำ ประเทศไทย เป็นต้น (ข) การใช้ จัดหา หรือเสนอเด็กเพื่อการค้าประเวณี เจ้าภาพหลัก ได้แก่ สำนักงานตำรวจ แห่งชาติ เจ้าภาพรอง ได้แก่ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เจ้าภาพร่วม ได้แก่ หน่วยงานอื่นๆ ที่ไม่ใช่เจ้าภาพหลักและเจ้าภาพรอง แต่มีบทบาทภารกิจของหน่วยงานเกี่ยวข้อง เกี่ยวกับแรงงานเด็ก ได้แก่ กระทรวงต่างๆ เช่น กระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงยุติธรรม กระทรวงแรงงาน กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงการต่างประเทศ เป็นต้น หน่วยงานอื่นๆ อาทิ สำนักงานสถิติแห่งชาติ หน่วยงานส่วนท้องถิ่น องค์กรภาคเอกชน องค์กรนอกภาครัฐ องค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) และองค์กรระหว่างประเทศประจำประเทศไทย เป็นต้น (ค) การใช้จัดหาหรือเสนอเด็กเพื่อกิจกรรมผิดกฎหมาย เจ้าภาพหลัก ได้แก่ กรมพินิจและ คุ้มครองเด็กและเยาวชน กระทรวงยุติธรรม เจ้าภาพรองได้แก่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เจ้าภาพร่วมได้แก่ หน่วยงานอื่นๆ ที่ไม่ใช่เจ้าภาพหลักและเจ้าภาพรอง แต่มีบทบาทภารกิจของหน่วยงานเกี่ยวข้องเกี่ยวกับแรงงานเด็ก ได้แก่ กระทรวงต่างๆ เช่น กระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงการต่างประเทศ เป็นต้น หน่วยงานอื่นๆ อาทิ สำนักงานสถิติแห่งชาติ หน่วยงานส่วนท้องถิ่น องค์กรภาคเอกชน องค์กรนอกภาครัฐ องค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) และองค์กรระหว่างประเทศประจำประเทศไทย เป็นต้น (ง) การใช้แรงงานเด็กที่จะเป็นอันตรายต่อสุขภาพและศีลธรรม เจ้าภาพหลักได้แก่ กระทรวงแรงงาน เจ้าภาพรองได้แก่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เจ้าภาพร่วมได้แก่ หน่วยงานอื่นๆ ที่ไม่ใช่เจ้าภาพหลักและเจ้าภาพรอง แต่มีบทบาทภารกิจของหน่วยงานเกี่ยวข้องเกี่ยวกับแรงงานเด็ก ได้แก่ กระทรวงต่างๆ เช่น กระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงยุติธรรม กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงการต่างประเทศ เป็นต้น หน่วยงานอื่นๆ อาทิ สำนักงานสถิติแห่งชาติ หน่วยงานส่วนท้องถิ่น องค์กรภาคเอกชน องค์กรนอกภาครัฐ องค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) และองค์กรระหว่างประเทศประจำประเทศไทย เป็นต้น