การศึกษาพฤติกรรมการปรับตัวของผู้เข้ารับบริการร้านอาหารสำหรับออกแบบและพัฒนาต้นแบบร้านอาหารวิถีใหม่ในสังคมเปลี่ยนแปลง (New Normal) เพื่อสร้างมาตรฐานของการเสริมสร้างสุขอนามัยที่ดีให้ร้านอาหาร
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาผลกระทบของโรคโควิด-19 ที่มีต่อพฤติกรรมการดำเนินชีวิตวิถีชีวิตวิถีใหม่ (New Normal) ส่วนของร้านอาหาร เขตเมืองและชุมชน 2) เพื่อสร้างองค์ความรู้นวัตกรรมด้านการออกแบบและพัฒนาต้นแบบร้านอาหาร สำหรับรองรับสังคมเปลี่ยนแปลงวิถีใหม่ (New Normal) 3) เพื่อสร้างมาตรฐานและแนวทางปฏิบัติสาธารณะเสริมสร้างสุขอนามัยที่ดี ในร้านอาหารสำหรับวิถีใหม่ในสังคมเปลี่ยนแปลง (New Normal) ให้มีความปลอดภัยด้านสุขภาพในการลดโรคติดต่อ(Covid) ได้เป็นรูปธรรม จากการวิเคราะห์การคัดเลือกร้านต้นแบบมาเป็นแนวทางในการปรับปรุงต้นแบบร้านอาหารจริงคือร้านข้าวแกง โดยมีจำนวนร้านมากกว่า 20,000 ร้านทั่วประเทศ จากข้อมูลร้านอาหาร wongnai 2564 พบว่า ในช่วงเกิดภาวการณ์ระบาดของโรคโควิดมีการใช้บริการร้านข้าวแกงมากที่สุด เนื่องจากมีราคาถูกประหยัด สามารถทานได้ทั้งครอบครัว สามารถตอบสนองผู้บริโภคได้ทุกชนชั้น ไม่ได้รับผลกระทบมากเท่ากับร้านอาหารที่อยู่ในห้างหรือเป็นร้านใหญ่ที่ถูกควบคุมด้วยมาตรการของรัฐ ซึ่งผลการศึกษานี้ผู้วิจัยได้เลือกร้านอาหารประเภทร้านข้าวแกงเป็นกรณีศึกษา และเลือกร้านข้าวแกงพัชรี ตำบลท่าอิฐ จังหวัดนนทบุรี เป็นร้านต้นแบบ และได้ทำการวิเคราะห์พฤติกรรมการปรับตัวผู้เข้ารับบริการร้านอาหารประเภทร้านข้าวแกง พบว่า มีการเลือกใช้บริการร้านระบบเปิด (ร้อยละ 58.42) ซึ่งมีระยะเวลาการเข้ารับบริการ (ต่อครั้ง) น้อยกว่า 30 นาที (ร้อยละ 40.59) และยังไม่มีความมั่นใจในการเข้าใช้บริการต่อการปรับปรุงพื้นที่ภายในร้านตามมาตรการของรัฐ (ร้อยละ 45.87) มีการเลือกที่นั่งรับประทานอาหารบริเวณที่ว่างของร้าน (ร้อยละ 45.87) แต่ยังคงมีการเล่นโทรศัพท์/อ่านหนังสือระหว่างรับประทานอาหาร (ร้อยละ 54.78) โดยส่วนใหญ่ผู้บริโภคจะสั่งอาหารแบบราดข้าวจานเดียว (ร้อยละ 47.29) และยังคงมีการชำระเงินด้วยเงินสด (ร้อยละ 58.09) ในขณะที่ความคิดเห็นส่วนตัวด้านการให้บริการของร้านอาหารตามมาตรการของรัฐนั้นได้มาตรฐาน (ร้อยละ 52.38) จากผลการวิเคราะห์ข้อมูลได้มีการสร้างแนวทางในการปรับเปลี่ยนและพัฒนาผังการจัดวางภายในร้านอาหาร ให้เป็นต้นแบบร้านอาหารที่มีมาตรฐานสุขอานามัยที่ดีตามหลักการดำเนินชีวิตวิถีใหม่ (New Normal) โดยยึดหลักตามมาตรการ Social Distancing ในการเว้นระยะห่างทางสังคม โดยสรุปเป็นแนวทางการปรับปรุงได้ 4 รูปแบบ 1. การวางโซน (zoning) ในร้านอาหาร 2.การวางผัง Furniture Lay- Out 3. การให้แสงสว่าง 4. การระบายอากาศ ในด้านต้นทุนในการปรับปรุงลักษณะกายภาพร้านอาหารตามแนวทางการวิจัยแทบจะไม่มีค่าใช้จ่ายในร้านอาหารขนาดกลางและเล็กเพราะไม่มีการใช้งบประมาณในการซื้ออุปกรณ์ใหม่เข้ามาสามารถจัดการเองได้ ส่วนร้านอาหารขนาดใหญ่หรือภัตตาคารอาจมีค่าแรงในการขนย้ายหรือหาพื้นที่จัดเก็บอุปกรณ์ โต๊ะ เก้าอี้ให้เป็นสัดส่วนให้สอดคล้องกับมาตรการ Social Distancing ส่วนต้นทุนในการปรับเปลี่ยนเฟอร์นิเจอร์และต้นทุนในการเพิ่มระบบหมุนเวียนอากาศ Ventilation สามารถพิจารณาเลือกมาปรับใช้ให้เหมาะกับสภาวะทางเศรษฐกิจและความพร้อมของผู้ให้บริการแต่ละรายคำสำคัญ : พฤติกรรมการปรับตัว , ผู้เข้ารับบริการร้านอาหาร , วิถีใหม่ในสังคมเปลี่ยนแปลง , มาตรฐานการเสริมสร้างสุชอนามัย