Command Palette

Search for a command to run...

กลับไปผลการค้นหา
รายงานฉบับสมบูรณ์พ.ศ. 2554

การผลิตอนุภาคคอมพอสิตระหว่างยามีเฟนนามิกแอซิดและพอลีเอทิลีนไกลคอล ด้วยกระบวนการที่ใช้ของไหลที่สภาวะใกล้จุดวิกฤต

มานพ เจริญไชยตระกูล มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พ.ศ. 2554

ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)

บทคัดย่อ

การตกผลึกอนุภาคยามีเฟนนามิกแอซิด (MEF) และการผลิตอนุภาคคอมพอสิตระหว่างยา MEF กับ polyethylene glycol (PEG 4000) โดยใช้เทคนิค Gas Anti-Solvent (GAS) ซึ่งใช้คาร์บอนไดออกไซด์ที่สภาวะใกล้จุดวิกฤตเป็นตัวต้านการละลายสามารถช่วยเพิ่มการละลายของยาได้ ในงานวิจัยนี้ได้ศึกษาอิทธิพลของอุณหภูมิ ความเข้มข้นของสารละลาย และอัตราส่วนตัวทำลายผสมระหว่างไดคลอโรมีเทนและเอทานอลที่มีผลต่อขนาดอนุภาคยา MEF จากการศึกษาพบว่าการตกผลึกอนุภาคยา MEF ทำให้ได้อนุภาคที่มีขนาดใหญ่ขึ้น (ขนาดอนุภาคเฉลี่ย 130-170 ไมครอน) เมื่อเทียบกับอนุภาคก่อนผ่านกระบวนการ (ขนาดอนุภาคเฉลี่ย 7.5 ไมครอน) การตกผลึกยา MEF ในตัวทำละลายผสมระหว่างไดคลอโรมีเทนและเอทานอล 80:20 50:50 และ 20:80 โดยปริมาตร พบว่า การเพิ่มอุณหภูมิและลดความเข้มข้นของสารละลายยาที่ใช้ในการตกผลึกจะทำให้อนุภาคมีขนาดเล็กลง ความดันที่เริ่มเกิดการตกผลึกสูงขึ้น ส่วนผลการทดสอบอัตราการละลายพบว่าอัตราการละลายในช่วงต้นของยา MEF หลังผ่านกระบวนการจะใกล้เคียงกับอัตราการละลายของยา MEF ก่อนผ่านกระบวนการ แต่มีข้อดีกว่าคือสามารถละลายได้หมด 100% ในเวลา 4 ชั่วโมง ขณะที่ยา MEF ก่อนผ่านกระบวนการสามารถละลายได้เพียง 82% เท่านั้น ในส่วนการผลิตอนุภาคคอมพอสิตระหว่างยา MEF และ PEG 4000 พบว่าเมื่อใช้อัตราส่วนตัวทำละลายผสมระหว่างไดคลอโรมีเทนและเอทานอล 80:20 โดยปริมาตร อัตราส่วนระหว่างยาต่อพอลิเมอร์ที่ 1.5:3.5 wt% อุณหภูมิ 45 ?C และ จะให้ % drug loading มากที่สุด คือ 22.83% การลดอุณหภูมิและเพิ่มความเข้มข้นของพอลิเมอร์ทำให้อนุภาคคอมพอสิตที่ได้มีขนาดเล็กลง นอกจากนี้พบว่าอนุภาคคอมพอสิตสามารถละลายได้ดีกว่ายา MEF หลังผ่านกระบวนการ GAS และสามารถละลายได้หมดภายใน 3 ชั่วโมง แต่ละลายได้ไม่ดีเมื่อเทียบกับของผสมระหว่างยา MEF และ PEG 4000 ที่มีปริมาณยาในของผสมเท่ากัน ทั้งนี้อาจเป็นเพราะอนุภาคคอมพอสิตที่ผลิตได้มีขนาดใหญ่กว่าของผสมระหว่างยา MEF และ PEG 4000การตกผลึกอนุภาคยามีเฟนนามิกแอซิด (MEF) และการผลิตอนุภาคคอมพอสิตระหว่างยา MEF กับ polyethylene glycol (PEG 4000) โดยใช้เทคนิค Gas Anti-Solvent (GAS) ซึ่งใช้คาร์บอนไดออกไซด์ที่สภาวะใกล้จุดวิกฤตเป็นตัวต้านการละลายสามารถช่วยเพิ่มการละลายของยาได้ ในงานวิจัยนี้ได้ศึกษาอิทธิพลของอุณหภูมิ ความเข้มข้นของสารละลาย และอัตราส่วนตัวทำลายผสมระหว่างไดคลอโรมีเทนและเอทานอลที่มีผลต่อขนาดอนุภาคยา MEF จากการศึกษาพบว่าการตกผลึกอนุภาคยา MEF ทำให้ได้อนุภาคที่มีขนาดใหญ่ขึ้น (ขนาดอนุภาคเฉลี่ย 130-170 ไมครอน) เมื่อเทียบกับอนุภาคก่อนผ่านกระบวนการ (ขนาดอนุภาคเฉลี่ย 7.5 ไมครอน) การตกผลึกยา MEF ในตัวทำละลายผสมระหว่างไดคลอโรมีเทนและเอทานอล 80:20 50:50 และ 20:80 โดยปริมาตร พบว่า การเพิ่มอุณหภูมิและลดความเข้มข้นของสารละลายยาที่ใช้ในการตกผลึกจะทำให้อนุภาคมีขนาดเล็กลง ความดันที่เริ่มเกิดการตกผลึกสูงขึ้น ส่วนผลการทดสอบอัตราการละลายพบว่าอัตราการละลายในช่วงต้นของยา MEF หลังผ่านกระบวนการจะใกล้เคียงกับอัตราการละลายของยา MEF ก่อนผ่านกระบวนการ แต่มีข้อดีกว่าคือสามารถละลายได้หมด 100% ในเวลา 4 ชั่วโมง ขณะที่ยา MEF ก่อนผ่านกระบวนการสามารถละลายได้เพียง 82% เท่านั้น ในส่วนการผลิตอนุภาคคอมพอสิตระหว่างยา MEF และ PEG 4000 พบว่าเมื่อใช้อัตราส่วนตัวทำละลายผสมระหว่างไดคลอโรมีเทนและเอทานอล 80:20 โดยปริมาตร อัตราส่วนระหว่างยาต่อพอลิเมอร์ที่ 1.5:3.5 wt% อุณหภูมิ 45 ?C และ จะให้ % drug loading มากที่สุด คือ 22.83% การลดอุณหภูมิและเพิ่มความเข้มข้นของพอลิเมอร์ทำให้อนุภาคคอมพอสิตที่ได้มีขนาดเล็กลง นอกจากนี้พบว่าอนุภาคคอมพอสิตสามารถละลายได้ดีกว่ายา MEF หลังผ่านกระบวนการ GAS และสามารถละลายได้หมดภายใน 3 ชั่วโมง แต่ละลายได้ไม่ดีเมื่อเทียบกับของผสมระหว่างยา MEF และ PEG 4000 ที่มีปริมาณยาในของผสมเท่ากัน ทั้งนี้อาจเป็นเพราะอนุภาคคอมพอสิตที่ผลิตได้มีขนาดใหญ่กว่าของผสมระหว่างยา MEF และ PEG 4000

คำสำคัญ

คาร์บอนไดออกไซด์Polyethylene glycoldense gas processมีเฟนนามิกแอซิดอนุภาคคอมพอสิต

งานวิจัยในหัวข้อใกล้เคียง

การเพิ่มอัตราการละลายของยาปฏิชีวนะด้วยกระบวนการ Gas Anti-Solvent

มานพ เจริญไชยตระกูล มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พ.ศ. 2553

โครงการพัฒนาเมมเบรนที่มีคุณสมบัติพิเศษในการแยกก๊าซผสมจากพอลิเบนซอกซาซีนและไออนของโลหะไฮบริดคอมพอสิท

ธัญญลักษณ์ ฉายสุวรรณ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ. 2557

การผลิตอนุภาคโคคริสตอลระหว่างยาคีโตโคนาโซลกับกรดอะมิโนเบนโซอิกด้วยกระบวนการ Gas Anti-Solvent (GAS)

มานพ เจริญไชยตระกูล มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พ.ศ. 2560

การผลิตอนุภาคโคคริสตอลระหว่างยาซัลฟาเม็ทท็อกซาโซลกับกรดมาลิก ด้วยเทคนิค Gas Anti-Solvent (GAS

มานพ เจริญไชยตระกูล คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พ.ศ. 2558

การเตรียมและการหาลักษณะเฉพาะของผงผลึกแลนทานัมเฟอร์ไรท์ที่เติมสารเจือเพื่อประยุกต์เป็นอุปกรณ์รับรู้แก๊สเอทานอล

ศุภรพรรณ ชูถิ่น มหาวิทยาลัยนเรศวร พ.ศ. 2556

การแยกก๊าซไฮโดรเจนจากก๊าซผสมและทำให้บริสุทธิ์ด้วยแพลเลเดียม เมมเบรนรีแอกเตอร์

ฐิตินาถ สุคนเขตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนดุสิต พ.ศ. 2557

การเตรียมตัวเร่งปฏิกิริยาซีเรียที่เจือด้วยแพลตินัม จากสารประกอบโลหะเชิงซ้อน เพื่อใช้ในปฏิกิริยาสตีมรีฟอร์มมิงของมีเทน สำหรับผลิตแก๊สไฮโดรเจน

ฉัตรชัย วีระนิติสกุล มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี พ.ศ. 2553

การศึกษาปฏิกิริยาออกซิเดชันของเมทานอลบนตัวเร่งปฏิกิริยาแพลทินัมซึ่งยึดเกาะบนพอลิอะทิลีนที่อุณหภูมิสูงกว่าอุณหภูมิห้อง

ประจักร์ อิ่นแก้ว มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง พ.ศ. 2560

การศึกษาแนวทางการกำจัดก๊าซพิษจากน้ำเสียน้ำยางข้นด้วยเทคนิคพลาสมาเคมี

สุภวรรณ ฏิระวณิชย์กุล คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ พ.ศ. 2551

การดูดซับแก๊สแอมโมเนีย ซีเอ็น ซีอาร์และซีเอสบนโครงสร้างนาโนซิลิกอนคาร์ไบด์สำหรับการประยุกต์ใช้เป็นตัวตรวจจับ: การศึกษาด้วยวิธีดีเอฟที

ฌาณุกรณ์ ทับทิมใส มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม พ.ศ. 2565