ความหลากชนิดของกิ้งกือในสถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราช และการกินอาหารของกิ้งกือกระบอก (Thyropygus)
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การศึกษาความหลากชนิดของกิ้งกือในสถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราชและการกินอาหารของกิ้งกือกระบอก (Thyropygus) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความหลากชนิดและการแพร่กระจายของกิ้งกือ ในพื้นที่ป่า 4 ชนิด ที่แตกต่างกัน ในสถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแก เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความหลากชนิดของกิ้งกือกับปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมในสถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราช เพื่อศึกษาทดลองกระบวนการกินอาหารของกิ้งกือกระบอก (Thyropygus) ความหลากชนิดของกิ้งกือและความสัมพันธ์กับปัจจัยสิ่งแวดล้อมในสถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราช จังหวัดนครราชสีมา ทำการศึกษาในระบบนิเวศป่า 4 ชนิด ได้แก่ ป่าดิบแล้ง ป่าเต็งรัง แนวรอยต่อระหว่างป่าดิบแล้งและป่าเต็งรัง และป่าปลูก ในแปลงตัวอย่างป่าละ 20X20 ตารางเมตร ระหว่างเดือนมิถุนายน 2553 ถึง พฤษภาคม 2554 นอกจากนี้ยังศึกษาการกินอาหารของกิ้งกือกระบอกหางแหลมอิสาน (Thyropygus cuisinieri Carl, 1917) ในห้องปฏิบัติการ ผลการศึกษาพบว่า กิ้งกือ 17 ชนิด ใน 6 วงศ์ ที่พบในป่า 4 ชนิด ได้แก่ วงศ์ Zephroniidae (Zephronia siamensis), Paradoxosomatidae (Orthomorpha variegate, Orthomorpha sp., Antheromorpha festiva), Platyrhacidae (Platyrhacus sp1. และ Platyrhacus sp2.) Pachybolidae (Pachybolidae1., Pachybolidae2., Lithostrophus segregates), Harpagophoridae (Harpagophoridae1., Harpagophoridae2., Thyropygus sp1., Thyropygus allevatus, Thyropygus induratus, Thyropygus sp2., และ Anurostreptus sculptus) และ Julidae (Nepalmatoiulus sp.) ความชุกชุมของกิ้งกือสูงที่สุด (14.41 ตัว/ตารางเมตร) ในเดือน มิถุนายน 2553 ความหนาแน่นของกิ้งกือสูงที่สุดในป่าดิบแล้ง (329 ตัว/ตารางเมตร) และต่ำที่สุดในป่าเต็งรัง (138 ตัว/ตารางเมตร) ความหลากชนิด (2.29) และความมากชนิดของกิ้งกือ (15) สูงสุด ในป่าดิบแล้ง ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความหนาแน่นของกิ้งกืออย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ ความชื้นของดิน (p < 0.01; r = 0.970) อุณหภูมิ (p < 0.01; r = 0.887) ฟอสฟอรัส (p < 0.01; r = 0.265) สารอินทรีย์ในดินประเภทคาร์บอน (p < 0.01; r = 0.911) และ อินทรีย์วัตถุในดิน (p < 0.01; r = 0.911) การศึกษากระบวนการกินอาหารของกิ้งกือกระบอกหางแหลมอิสาน เป็นเวลา 6 เดือน พบว่ากิ้งกือชนิดนี้กินเศษซากพืชเฉลี่ย 124.51?45.38 มิลลิกรัม/วัน/ตัว โดยอัตราการกิน (181.03?42.14มิลลิกรัม/วัน/ตัว) และอัตราการเจริญเติบโต (17.13?8.22 มิลลิกรัม/วัน/ตัว) สูงที่สุด ในเดือนที่สามของการทดลอง ในขณะที่อัตราการกินและอัตราการเจริญเติบโตต่ำที่สุดในเดือนสุดท้ายของการทดลอง ในการศึกษาทดลองพบว่าประสิทธิภาพการกินเศษซากพืช อยู่ระหว่าง 1.37?0.58-6.85?5.42% ประสิทธิภาพการเปลี่ยนอาหารเป็นชีวมวลมีค่า 0.96?0.31% และ ประสิทธิภาพการย่อยสลายมีค่า 10.66?3.74% จากผลการศึกษาทดลองนี้สามารถสรุปได้ว่ากิ้งกือกระบอกหางแหลมอิสาน ทำหน้าที่สำคัญในการย่อยสลายเศษซากพืชในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และก่อให้เกิดการหมุนเวียนแร่ธาตุในระบบนิเวศ