กำลังโหลดข้อมูล…
Search for a command to run...
จากการศึกษาโรคติดเชื้อของกบนา ในจังหวัดมหาสารคาม ระหว่างพฤศจิกายน พ.ศ. 2562 – กรกฏาคม พ.ศ. 2563 ทำการเก็บตัวอย่างกบที่มีลักษณะป่วยและผิดปกติ จำนวน 150 ตัว ลักษณะผิดปกติของกบป่วยที่สังเกตได้ คือ ตัวผอม เซื่องซึม สีคล้ำผิดปกติ มีบาดแผลที่บริเวณปาก ลำตัว แขน หรือขา บางครั้งพบบาดแผลลึกร่วมกับการมีหนอง ตกเลือด ตาขุ่นขาว คอเอียง ตัวบวมน้ำ เชื้อปรสิตภายในที่พบ ได้แก่ Opalina sp., Balantidium sp., Choledocystus sp. และ Cosmocerca sp. เชื้อแบคทีเรียที่แยกได้จากกบป่วยถูกจัดจำแนกได้ 25 สกุล 30 ชนิด 230 สายพันธุ์ ส่วนใหญ่แบคทีเรียที่แยกได้เป็นแกรมลบ รวมทั้งหมด 158 สายพันธุ์ ส่วนแบคทีเรียแกรมบวก รวมทั้งหมด 72 สายพันธุ์ รวมทั้งหมด 230 สายพันธุ์ เชื้อแบคทีเรียที่พบมากสุด คือ Streptococcus sp. คิดเป็นร้อยละ 22.61 รองลงมา คือ Chryseobacterium indologenes คิดเป็นร้อยละ 14.78 แบคทีเรีย Klebsiella pneumonia คิดเป็นร้อยละ 10.43 เชื้อแบคทีเรีย Aeromonas hydrophila คิดเป็นร้อยละ 8.69 เชื้อแบคทีเรีย Pasteurella pneumotropica คิดเป็นร้อยละ 3.91 เชื้อแบคทีเรีย Enterobacter cloacae คิดเป็นร้อยละ 3.45 เชื้อแบคทีเรีย Citrobacter freundii และ เชื้อแบคทีเรีย Staphylococcus aureus เป็นร้อยละ 3.04 เชื้อแบคทีเรีย Staphylococcus epidermis ร้อยละ 2.61 เชื้อแบคทีเรีย Acinetobacter baumannii และ Ochrobactrum anthropi ร้อยละ 2.17 เชื้อแบคทีเรีย Escherichia coli, Proteus milabilis และ Bacillus sp. ร้อยละ 1.74 เชื้อแบคทีเรีย Pseudomonas sp., Rhodococcus sp. และ Serratia liquefuciens ร้อยละ 1.30 เชื้อแบคทีเรีย Citrobacter youngae, Enterobacter aerogenes, Enterobacter amigenes, Shewanella putrefaciens, Pantoea spp., Rahnella aquatilis ร้อยละ 0.87 และ แบคทีเรียที่พบน้อยที่สุด คือ Elizabethkingia meningaseptica, Serratia marcesens, Providencia rettgeri, Shigella sp., Salmonella enterica sp., Plesiomonas shigelloides และ Escherichia valneris ร้อยละ 0.43 จากการศึกษาจุลพยาธิสภาพเนื้อเยื่อตับ ไต และม้ามของกบนาที่ป่วย ลักษณะผิดปกติที่พบ คือ เนื้อเยื่อตับมีการอักเสบแบบแกรนูโลมา เซลล์ตับเรียงตัวแบบไม่เป็นระเบียบ ส่วนเนื้อเยื่อม้าม และไตมีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย แนวทางการป้องกันรักษาโรคด้วยสารสกัดจากพืชสมุนไพรมีความแตกต่างกันออกไปแล้วแต่ชนิดของเชื้อแบคทีเรีย โดยสารสกัดที่มีฤทธิ์ในการต้านเชื้อแบคทีเรียแกรมลบที่แยกได้จากกบนาป่วยที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดคือ สารสกัดใบชะพลู รองลงมา คือ สารสกัดใบหูกวาง และสารสกัดถัดมาคือ สารสกัดจากใต้ใบ ส่วนแบคทีเรียแกรมบวก พบว่า สารสกัดที่มีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียมากที่สุดคือ สารสกัดใต้ใบ รองลงมาคือ สารสกัดใบยอ และถัดมาคือ สารสกัดจากใบหูกวาง สารสำคัญที่พบในสารสกัดจากพืชสมุนไพรที่มีฤทธิ์ในการยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย คือ สาร Benzenepropanoic acid, 3,5-bis(1,1-dimethylethyl)-4-hydroxy- methyl ester, n-hexadecanoic acid, 9,12,15-octadecatrienoic acid (z,z,z)- และ T-tocopherol จากการทดสอบความไวของยาปฏิชีวนะต่อการยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียทั้ง 230 สายพันธุ์ พบว่า ยาที่สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียได้ดีที่สุดโดยพิจารณาจากค่าความไวต่อยาปฏิชีวนะต่อเชื้อแบคทีเรีย คือ ยาซัลฟาเมทโธซาโซน/ไตรเมทโธพริม (SXT) มีร้อยละความไวต่อยาปฏิชีวนะ คือ 45.65 รองลงมา คือ ยาโนโวไบโอซิน (NV) (45.22%) เอนโรโฟลซาซิน (ENR) (38.70%) ไตรเมทโธพริม (W) (32.61%) ไซโปรโฟลซาซิน (CIP) (31.74%) แอมพิซิลิน (AMP) (30.43%) อิริโทรมัยซิน (E) (26.09%) เตตราซัยคลิน (TE) (28.70%) และนอร์โฟลซาซิน (NOR) (23.91%) เป็นต้น
เป้าหมายเมื่อจบโครงการ: 3 — 3. Concept demonstrated analytically or experimentally
เกษตรกรผู้เลี้ยงกบเกิดองค์ความรู้เกี่ยวกับโรคและการจัดการโรคที่เกิดขึ้นระหว่างการเลี้ยง เป็นการป้องกันความสูญเสียที่จะเกิดขึ้นระหว่างการเลี้ยง เป็นการสร้างรายได้ให้กับชุมชนผู้เลี้ยงกบสามารถสร้างรายได้ทำให้เกษตรกรมีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น
งานวิจัยนี้เกิดจากปัญหาของผู้เลี้ยงกบในจังหวัดมหาสารคามที่ประสบปัญหากบป่วยเป็นโรคทำให้กบที่เลี้ยงตายอย่างมากและเกิดการระบาดจนทำให้เกษตรกรหยุดเลี้ยงและขาดรายได้ วัตถุประสงค์ในการทำวิจัยเพื่อสำรวจโรคที่พบระหว่างการเลี้ยงกบตลอดจนหาแนวทางการรักษาเพื่อให้เกษตรกรสามารถเลี้ยงกบได้ดีขึ้น
เป้าหมายเมื่อจบโครงการ: 4 — 4. problem validated through pilot testing in relevant environment to substantiate proposed impact and societal readiness
เกษตรกรผู้เลี้ยงกบได้องค์ความรู้และแนวทางการจัดการโรคที่เกิดขึ้นระหว่างการเลี้ยง เป็นการลดความสูญเสียที่เกิดขึ้น เกิดรายได้ทำให้ชุมชุมผู้เลี้ยงกบมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
ปัญหาด้านโรคระบาดที่เกิดขึ้นในพื้นที่เกษตรกรผู้เลี้ยงกบ ทำให้ชุมชุนขาดรายได้และไม่ทราบถึงลักษณะอาการของโรคตลอดจนแนวทางการรักษา จึงทำให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจอย่างมากมาอย่างต่อเนื่อง เกษตรกรขาดรายได้จึงเป็นประเด็นในการศึกษาวิจัยครั้งนี้