การพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์อย่างยั่งยืน
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
บทคัดย่องานวิจัยเรื่อง การพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์อย่างยั่งยืน เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ วิธีการเก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์ การสังเกต จดบันทึก รวมถึงการบันทึกเสียง ผู้วิจัยได้แบ่งประเด็นการศึกษาไว้ 3 ประเด็นใหญ่ตามวัตถุประสงค์ ได้แก่ 1) ศึกษาบริบทวัฒนธรรม ประเพณี วิถีชีวิตและความเชื่อของกลุ่มชาติพันธุ์ 2) ศึกษาดนตรีและการแสดงของกลุ่มชาติพันธุ์ และ 3) ศึกษาแนวทางการประยุกต์วิถีชีวิต วัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อ ดนตรีและการแสดงเพื่อการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ผลการศึกษาบริบทวัฒนธรรม ประเพณี วิถีชีวิตและความเชื่อของกลุ่มชาติพันธุ์ พบว่า กลุ่มชาติพันธุ์ลาหู่หรือมูเซอแดงในตำบลแม่นะ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ อาศัยอยู่ในบ้านป่าโหลซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของหมู่บ้านแม่แมะ ประชาชนส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธและประกอบอาชีเกษตรกรรม ปลูกชา กาแฟ รวมถึงการทำโฮมสเตย์ ไม่ปรากฏการนับถือผี ส่วนประเพณีที่หลงเหลือในปัจจุบันมีเพียง 2 ประเพณีเท่านั้น คือ พิธีกินวอและพิธีกินข้าวใหม่ โดยพิธีกินวอเปรียบเสมือนพิธีเฉลิมฉลองวันปีใหม่ เป็นพิธีบูชาต้นวอ ซึ่งเปรียบเสมือนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำหมู่บ้าน ส่วนพิธีกินข้าวใหม่นั้น เสมือนการต้อนรับเข้าสู่ฤดูแห่งการทำเกษตรกรรมครั้งใหม่ โดยจะนำข้าวเก่าที่เหลือในยุ้งออกมารับประทานร่วมกันและเตรียมพร้อมสู่การทำเกษตรรอบใหม่ ผลการศึกษาดนตรีและการแสดงของกลุ่มชาติพันธุ์ลาหู่บ้านป่าโหล พบว่า เครื่องดนตรีที่สำคัญและเป็นอัตลักษณ์ของชาวลาหู่คือ หน่อ ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มแคน เป็นเครื่องดนตรีประเภทเครื่องเป่า ทำจากลูกน้ำเต้าและท่อไม้ที่ทำจากไผ่เฮียะที่มีความยาวแตกต่างกัน 5 ท่อ เชื่อมติดกันด้วยขี้ชันโรง ลิ้นที่ใช้ติดกับท่อเสียงก็ทำมาจาไม้ไผ่เช่นกัน หน่อ สามารถบรรเลงเสียงออกมาได้ทั้งหมด 5 เสียงหรือ 5 โน้ต เมื่อเทียบกับเสียงสากลคือ โน้ต C, D, E, E และ G ทำนองเพลงหลักของกลุ่มชาติพันธุ์ล่าหู่ คือ ทำนองเพลงมาลาแวงและทำนองเพลงจะคึ โดยเพลงมาลาแวงจะใช้บรรเลงทั่วไป ไม่ได้ใช้ในพิธีกรรมใด ๆ แต่ทำนองเพลงจะคึ จะใช้เล่นในพิธีกรรมกินวอเพื่อบูชาต้นวอ โดยทั้งทำนองมาลาแวงและทำนองเพลงจะคึ มีคีตลักษณ์อยู่ในรูปแบบเอกบท โดยมีทำนองสำคัญเพียงทำนองเดียวเท่านั้น แต่ผู้บรรเลงอาจสอดแทรกเทคนิคการเล่นตามแบบฉบับของต้นได้ ซึ่งผู้บรรเลงหน่อหรือเจ้าปี่ของบ้านป่าโหลมีเพียง 1 คน โดยจะจัดแสดงเพลงในงานกินวอ เพียงปีละ 1 ครั้งเท่านั้นผลการศึกษาแนวทางการประยุกต์วิถีชีวิต วัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อ ดนตรีและการแสดงเพื่อการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม พบว่า วัฒนธรรมทางดนตรีของกลุ่มชาติพันธุ์ลาหู่ในบ้านป่าโหลค่อย ๆ เลือนหายไปตามกาลเวลา อย่างไรก็ตาม การบูรณาการด้านวัฒนธรรมดนตรีเข้ากับการท่องเที่ยวเป็นแนวทางหนึ่งที่จะช่วยอนุรักษ์ไว้ไม่ให้สูญหายไป การบรรเลงหน่อในทำนองเพลงมาลาแวงและทำนองเพลงจะคึ แสดงถึงความสนุกสนานซึ่งเป็นกิจกรรมที่ผ่อนคลายของชาวลาหู่ที่สืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น ดังนั้น การแสดงหน่อประยุกต์เข้ากับเครื่องดนตรีต่าง ๆ เช่น ดนตรีล้านนา จึงเป็นการสร้างเอกลักษณ์ของชุมชนและแสดงถึงความสัมพันธ์ใกล้ชิดระหว่างคนพื้นเมืองและกลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่ด้วยกัน เป็นส่วนหนึ่งในการดึงดูดนักท่องเที่ยวและยังช่วยเสริมรายได้ให้แก่กลุ่มนักดนตรีด้วย ทั้งนี้ ต้องอาศัยการรวมกลุ่มของชาวชุมชนเพื่อฝึกหัดเล่นเครื่องดนตรี โดยต้องจัดสรรช่วงเวลาการซักซ้อมแบบผ่อนคลายและเป็นระบบ เพื่อดึงดูดให้ผู้สนใจทั้งเด็กและผู้ใหญ่เข้ามารวมกลุ่มและเกิดการฝึกซ้อม นับเป็นการสืบสานวัฒนธรรมทางดนตรีซึ่งเป็นมรดกของคนรุ่นก่อนที่ส่งต่อมาเป็นทอด โดยนอกเหนือจากการอนุรักษ์ รักษาไว้แล้ว ประโยชน์จากการสร้างรายได้เสริมจากการเล่นดนตรีในการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมก็เป็นแรงจูงใจหนึ่งที่ทำให้ชาวบ้านป่าโหลและบ้านแม่แมะหันมาให้ความสนใจและหัดเล่นเครื่องดนตรี ช่วยให้วัฒนธรรมทางดนตรีคงอยู่ในท้องถิ่นสืบไป