คุณภาพการจัดการเทคโนโลยีระบบดิจิทัลเพื่อพัฒนาการศึกษาปฐมวัย บริเวณชายแดนไทย เกาะแก่ง และจังหวัดชายแดนภาคใต้ สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงสำรวจและการศึกษาความสัมพันธ์เชิงสาเหตุวิธีดำเนินการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพการจัดการศึกษาและแนวทางการพัฒนาการศึกษาขั้นพื้นฐานของ สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่เป็นอยู่ในปัจจุบันและ เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาว่ามีรูปแบบและโครงสร้างความสัมพันธ์เป็นอย่างไร ใช้แบบสอบถามเชิงสำรวจกับประชากร 5 กลุ่ม ได้แก่ 1) ผู้บริหารสถานศึกษา 2) ครู/อาจารย์ในสถานศึกษา 3) ผู้ปกครองนักเรียน 4) กรรมการสถานศึกษา และ 5) นักเรียน จากตัวอย่างจำนวนทั้งสิ้น 5,755 คน เป็นผู้บริหารจำนวน 113 คน ครูอาจารย์จำนวน 580 คน ผู้ปกครองนักเรียนจำนวน 2,192 คน และนักเรียนจำนวน 2,303 คน การศึกษาครั้งนี้เน้นหาคำตอบว่าคุณลักษณะต่าง ๆ ทั้ง 5 กลุ่ม สามารถอธิบายคุณภาพการจัดการศึกษาในสามจังหวัดภาคใต้ได้อย่างมีนัยสำคัญเพียงใด รวมทั้งมุ่งหาความสัมพันธ์เชิงโครงสร้าง (LISREL) ระหว่างคุณลักษณะของประชากรแต่ละกลุ่มกับระดับการมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา และรวมถึงการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรสองระดับ (HLM) คือระดับนักเรียนและระดับสถานศึกษาว่ามีความสัมพันธ์กับผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาอย่างไร ผลการศึกษาปรากฏผลดังนี้ คือ สภาพอาคารสถานที่ วัสดุครุภัณฑ์ และสิ่งอำนวยความสะดวกของสถานศึกษาในสามจังหวัดภาคใต้มีสภาพไม่แตกต่างกันมากนักกับภูมิภาคอื่น ๆ ผู้บริหารเป็นเพศชายมากกว่าเพศหญิง มีวุฒิการศึกษาส่วนมากตั้งแต่ปริญญาตรีขึ้นไป มีประสบการณ์ในตำแหน่งเฉลี่ย 25 ปี ส่วนใหญ่เป็นผู้ที่มีภูมิลำเนาเดิมอยู่ในสามจังหวัดภาคใต้ สวัสดิการที่ได้รับอยู่ในระดับปานกลาง แต่ขวัญกำลังใจด้านความปลอดภัยไม่ค่อยดีนัก ระดับการบริหารจัดการในด้านต่าง ๆ อยู่ในระดับสูง ถึง สูงมาก ในการวิเคราะห์ LISREL พบว่าอายุและการมีภูมิลำเนาอยู่ในท้องที่ 3 จังหวัดมีอิทธิพลในทางบวกต่อสวัสดิการและสวัสดิภาพ ส่วนการนับถือศาสนาอิสลามมีความสัมพันธ์ในทางลบกับการบริหารจัดการ ประชากรครู/อาจารย์ พบว่า เป็นเพศหญิงมากกว่าเพศชาย ส่วนใหญ่สมรสแล้วและอยู่รวมกัน จำนวนที่นับถือศาสนาพุทธและอิสลามใกล้เคียงกัน ส่วนใหญ่เป็นข้าราชการ มีวุฒิปริญญาตรี สาขาด้านการศึกษา วิชาเอกสังคมศึกษา มีอายุเฉลี่ย 41 ปี จำนวนชั่วโมงสอนต่อสัปดาห์ 17 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ การเข้าร่วมกิจกรรมของโรงเรียนอยู่ในระดับปานกลาง แต่เข้าร่วมกิจกรรมชั้นเรียนอยู่ในระดับสูง ในการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ LISREL พบว่า การเป็นข้าราชการมีความสัมพันธ์ในทางบวกกับสวัสดิการที่ได้รับ ในประชากรผู้ปกครองพบว่ามีคุณสมบัติโดยภาพรวม คือ เพศชายและเพศหญิงจำนวนใกล้เคียงกัน มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนเท่ากับ 7,365 บาท มีอายุเฉลี่ย 41 ปี ระดับการศึกษาส่วนใหญ่อยู่ในระดับประถมศึกษา ส่วนใหญ่อาศัยอยู่นอกเขตเทศบาล อาชีพหลากหลายอาชีพ ร้อยละ 76 นับถือศาสนาอิสลาม การเข้าร่วมสนับสนุนกิจกรรมโรงเรียนอยู่ในระดับปานกลาง การเห็นความสำคัญของการศึกษาอยู่ในระดับสูง จากการวิเคราะห์ LISREL พบว่าองค์ประกอบการมีส่วนร่วมสนับสนุนกิจกรรมโรงเรียนมีความสัมพันธ์กันในทางบวกกับองค์ประกอบการเห็นความสำคัญของการจัดการศึกษา ในประชากรกลุ่มคณะกรรมการสถานศึกษา พบว่า ส่วนใหญ่เป็นเพศชาย มีระดับความรู้อยู่ระหว่าง ระดับมัธยมศึกษาถึงระดับปริญญาตรี ส่วนมากอาศัยอยู่นอกเขตเทศบาล อาชีพส่วนใหญ่เกษตรกร และข้าราชการ ร้อยละ 70 นับถือศาสนาอิสลาม สัมพันธ์กับนักเรียนโดยส่วนใหญ่เป็นผู้ปกครอง และบิดามารดาจำนวนใกล้เคียงกัน ส่วนใหญ่เป็นผู้แทนผู้ปกครอง และผู้แทนครู ร้อยละ เป็นกรรมการมาแล้ว 1-3 ปี อายุเฉลี่ย 47 ปี รายได้เฉลี่ย 14,215 บาท รายได้ต่อเดือนมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาอยู่ในระดับมาก ปัจจัยที่ทำให้กรรมการมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาคือ การเป็นครู และการเป็นผู้บริหารสถานศึกษา ในประชากรกลุ่มนักเรียนพบว่า ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงมากกว่าเพศชาย ร้อยละ 79 นับถือศาสนาอิสลาม ร้อยละ 43 ผู้ปกครองมีอาชีพรับจ้าง ประมาณครึ่งหนึ่งของผู้ปกครองมีการศึกษาในระดับประถมศึกษา และร้อยละ 82 มาเรียนที่โรงเรียน รายได้ผู้ปกครองเฉลี่ยเดือนละ 6,886 บาท ใช้เวลาเดินทางมาโรงเรียนเฉลี่ย 16 นาที จำนวนชั่วโมงที่เรียนที่เรียนวิชาสามัญเฉลี่ยสัปดาห์ละ 22 ชั่วโมง จำนวนชั่วโมงที่เรียนศาสนาเฉลี่ยสัปดาห์ละ 5 ชั่วโมง ผลการเรียนด้านผลสัมฤทธิ์เฉลี่ยเท่า 3.70 อยู่ในระดับมาก และ ผลการเรียนในเรื่องคุณธรรมจริยธรรมเฉลี่ย 3.50 อยู่ในระดับ มาก ในการวิเคราะห์ LISREL พบว่าองค์ประกอบการเรียนวิชาสามัญและวิชาศาสนามีผลในทางตรงและมีความสัมพันธ์กันทางบวกกับองค์ประกอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และผลในทางอ้อมผ่านองค์ประกอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่อองค์ประกอบด้านคุณธรรมจริยธรรมแต่ไม่มีผลทางตรงกับผลองค์ประกอบด้านคุณธรรมจริยธรรม ผลการวิเคราะห์พหุระดับ (HLM) พบว่าในระดับที่ 2 คือระดับโรงเรียนใน Main effect ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อผลด้านคุณธรรมจริยธรรมได้แก่ การบริหารจัดการของผู้บริหาร แต่ไม่พบปัจจัยด้านใด ๆ ของโรงเรียนที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ส่วนในระดับที่ 1 คือระดับนักเรียนพบว่าปัจจัยที่มีอิทธิพล ต่อทั้งผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และผลสำเร็จด้านคุณธรรมจริยธรรม ได้แก่ การเป็นนักเรียนเพศหญิง และสถานภาพทางเศรษฐกิจและสังคมของผู้ปกครอง ส่วนใน Cross Interaction effect พบว่าอิทธิพลของคุณลักษณะโรงเรียนที่ส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างคุณลักษณะของนักเรียนกับผลสำเร็จด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ได้แก่ ความเป็นเพศชายของผู้บริหารมีปฏิสัมพันธ์ข้ามระดับในทางลบกับจำนวนชั่วโมงที่เรียนศาสนา และ การที่ผู้บริหารเป็นเพศชาย และนักเรียนเป็นเพศชายมีปฏิสัมพันธ์ข้ามระดับกับ ผลสำเร็จด้านคุณธรรม ส่วนปฏิสัมพันธ์ข้ามระดับระหว่างปัจจัยด้านโรงเรียนและปัจจัยด้านนักเรียนไม่พบว่ามีตัวแปรคู่ใด ๆ มีปฏิสัมพันธ์ข้ามระดับต่อกัน ในการกำหนดแนวทางการบริหารจัดเทคโนโลยีระบบดิจิทัลสำหรับเด็กปฐมวัย สรุปว่า แม้ว่าพื้นที่ชายแดน และจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีความแตกต่างในด้านพหุวัฒนธรรม ศาสนาและสถานการณ์ในพื้นที่ แต่สถานการณ์การใช้สื่อเทคโนโลยีดิจิทัลที่ใช้ในการจัดการเรียนรู้การสอนสำหรับเด็กปฐมวัยในพื้นที่ ได้สะท้อนให้เห็นถึงสภาพการจัดการศึกษาในพื้นที่ ซึ่งต้องพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงในยุคศตวรรษที่ 21 โดยเฉพาะการจัดการศึกษาให้กับเด็กปฐมวัย ด้วยการบ่มเพาะการจัดการเรียนรู้ตามทักษะในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ จึงเป็นสิ่งที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้เด็กปฐมวัยเติบโต และมีพัฒนาการที่สามารถอยู่ร่วมกับสื่อการเรียนรู้ดิจิทัลอย่างรู้เท่าทัน มีความตระหนัก และมีความเข้าใจในการใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์ และในอนาคตเด็กปฐมวัยจะสามารถใช้เทคโนโลยีดิจิทัลมาพัฒนาชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ รวมทั้งบทบาทครู และผู้ปกครองในการส่งเสริมทักษะการเรียนรู้ด้วยสื่อเทคโนโลยีระบบดิจิทัลด้วยเครื่องมือต่าง ๆ ให้แก่เด็กปฐมวัย ที่สะท้อนให้เห็น ถึงรูปแบบการอบรบเลี้ยงดูซึ่งมีความหลากหลายตามสถานะเศรษฐกิจของครอบครัวที่เหมาะสมกับพื้นที่จังหวัดชายแดน และจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่มีความแตกต่างด้านวัฒนธรรม ศาสนา รวมถึงเชื้อชาติ ซึ่งเป็นชนเผ่า หรือแรงงานต่างด้าว ซึ่งส่งผลสำเร็จในพัฒนาการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย