โครงการวิจัยและพัฒนาข้อมูลเชิงพื้นที่และแผนที่ภูมิศาสตร์เพื่อการจัดการ ความเสี่ยงจากสาธารณภัยโดยใช้ชุมชนเป็นฐาน
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
โครงการวิจัยและพัฒนาข้อมูลเชิงพื้นที่และแผนที่ภูมิศาสตร์เพื่อการจัดการความเสี่ยงจากสาธารณภัยโดยใช้ชุมชนเป็นฐาน มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้ ความเข้าใจ และทักษะด้านการประเมินความเสี่ยงจากสาธารณภัย ให้แก่บุคลากรภาครัฐ หน่วยงานภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ประชาชนในพื้นที่ และดำเนินการรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล จัดทำฐานข้อมูลและแผนที่เสี่ยงภัยของชุมชนโดยให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมและจัดทำแนวทางการจัดการความเสี่ยงจากสาธารณภัยโดยใช้ชุมชนเป็นฐาน ขอบเขตการศึกษากรณีภัยแล้ง พื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ครัวเรือนในพื้นที่หมู่ 2 12 และ 15 ตำบลเมืองฝาง อำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ จำนวน 226 ครัวเรือน ใช้วิธีการวิเคราะห์/ประเมินตามสมการความเสี่ยง ความเสี่ยง = (ภัย ? ความล่อแหลม ? ความเปราะบาง)/ศักยภาพ ตามแผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ พ.ศ. 2564 -2570 ผลผลิตจากโครงการ คือ ปัจจัยที่ใช้ในการประเมินความเสี่ยง ประกอบด้วย ข้อมูล 4 ด้าน 1) ด้านภัย ได้แก่ ความรุนแรงของการขาดแคลนน้ำอุปโภคและบริโภค ความถี่ในการขาดแคลนน้ำอุปโภคและบริโภค ปริมาณน้ำฝน และปริมาณน้ำไม่เพียงพอต่อการประกอบอาชีพ 2) ด้านความล่อแหลม ได้แก่ ระยะทางไกลจากแหล่งน้ำและเขตชลประทาน การระบายน้ำของดิน จำนวนสมาชิกในครัวเรือน พืชปกคลุมดิน และความหนาแน่นของลำน้ำในลุ่มน้ำย่อย 3) ด้านความเปราะบาง ได้แก่ อาชีพ รายได้ ค่าใช้จ่ายน้ำต่อวัน กลุ่มคนเปราะบาง และการเข้าถึงของหน่วยงานเพื่อให้การช่วยเหลือ 4) ด้านศักยภาพ ได้แก่ ระยะใกล้แหล่งน้ำ ศักยภาพน้ำบาดาล ช่องทางการได้รับข่าวสารแจ้งเตือน ครัวเรือนมีการเตรียมเครื่องสูบน้ำ ได้รับการอบรมในการปฏิบัติตนเมื่อเกิดภัยแล้ง ครัวเรือนมีภาชนะ/แหล่งน้ำสำรองที่เตรียมไว้สำหรับใช้การดำรงชีวิตประจำวัน ระดับความเสี่ยงและสีแบ่งเป็น 5 ระดับ ได้แก่ ความเสี่ยงสูงมาก (สีแดง) ความเสี่ยงสูง (สีส้ม) ความเสี่ยงปานกลาง (สีเหลือง) ความเสี่ยงน้อย (สีน้ำเงิน) และความเสี่ยงน้อยมาก (สีเขียว) ผลการดำเนินโครงการ พบว่า สถานการณ์ปัญหาด้านภัยแล้งในพื้นที่ศึกษาส่วนใหญ่ประชาชนประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตร ประชาชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกร ทำนาปลูกข้าว ซึ่งมักจะขาดแคลนน้ำในการทำนา เนื่องจากฝนทิ้งช่วงและฝนตกในจุดที่ไม่มีแหล่งกักเก็บน้ำรองรับน้ำฝน หรือมีแต่อยู่ไกลพื้นที่การเกษตรยากแก่การจะผันส่งน้ำจากแหล่งน้ำที่ไกลจากพื้นที่การเกษตร และการขาดแคลนน้ำอุปโภคและบริโภค โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อนหน้าแล้ง เนื่องจากมีปริมาณความต้องการใช้น้ำจำนวนมากและน้ำใต้ดินไม่เพียงพอ ส่งผลให้ชาวบ้านหลายครัวเรือนต้องซื้อน้ำในการอุปโภคและบริโภค ผลการประเมินความเสี่ยงจากภัยแล้ง พบว่า 3 หมู่บ้าน มีครัวเรือนที่มีความเสี่ยงภัยแล้งน้อย จำนวน 114 ครัวเรือน ครัวเรือนที่มีความเสี่ยงภัยแล้งปานกลาง จำนวน 101 ครัวเรือน และครัวเรือนที่มีความเสี่ยงภัยแล้งสูง จำนวน 11 ครัวเรือน คิดเป็นร้อยละ 50.44, 44.69 และ 4.87 ตามลำดับ โดยครัวเรือนที่มีความเสี่ยงสูงทั้งหมด 11 ครัวเรือน เป็นครัวเรือนในหมู่ 15 ทั้งหมด ซึ่งพบว่าด้านศักยภาพมีคะแนนน้อย ได้แก่ ไม่มีการได้รับข่าวสาร ไม่มีเครื่องสูบน้ำ และไม่มีภาชนะสำรองน้ำในครัวเรือนข้อเสนอแนะ 1) การแก้ไขปัญหาภัยแล้งด้านน้ำเพื่อการอุปโภคและบริโภค ควรสร้างแหล่งกักเก็บน้ำเพิ่มเติมโดยการขุดเจาะบ่อบาดาลชุมชนและใช้ระบบโซลาร์เซลล์ หรือการเพิ่มจำนวนถังน้ำในจุดเดิมแต่สร้างโครงสร้างเสาเหล็กเพิ่มเติมรองรับถังน้ำที่เพิ่มขึ้น จัดหาภาชนะสำรองน้ำไว้ใช้ในครัวเรือน ให้ความรู้ชาวบ้านเรื่องแนวทางการบริหารจัดการน้ำและให้ชุมชนมีส่วนร่วมดูแลแหล่งน้ำชุมชน 2) การแก้ไขปัญหาภัยแล้งด้านน้ำเพื่อการเกษตร ควรสร้างแหล่งกักเก็บน้ำเพิ่มเติม เช่น พัฒนาบ่อน้ำธรรมชาติ ขุดลอกคลองธรรมชาติเดิมที่มีอยู่ให้กว้างขึ้นเพื่อรองรับน้ำในช่วงฤดูฝน ทำฝาย ประตูระบายน้ำให้มีความแข็งแรง สร้างสระน้ำ/บ่อจิ๋วในพื้นที่เกษตร จัดทำผังน้ำหรือแผนการผันน้ำ/ส่งน้ำเข้ามาในพื้นที่เกษตรกร ให้ความรู้ชาวบ้านเรื่องแนวทางการจัดการน้ำโดยชุมชนมีส่วนร่วมดูแลแหล่งน้ำธรรมชาติ การทำเกษตรแบบใช้น้ำน้อย การปลูกพืชเกษตรแบบผสมผสาน และการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตเกษตรให้สามารถบริหารจัดการน้ำและทรัพยากรท้องถิ่นให้สมดุล เป็นต้น