การประเมินความความสูญเสียเชิงสวัสดิการและทัศนคติต่อการประกันภัยหลังจากการเกิดอุทกภัยในประเทศไทย
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
แผนการวิจัยนี้เริ่มต้นจากข้อสังเกตว่า การประเมินความสูญเสียจากอุทกภัยที่ได้มาจากการประเมินโดยหลายภาคส่วนนั้นอาจจะไม่ครอบคลุมถึงทุกมิติ จึงนำไปสู่คำถามของงานวิจัยในโครงการย่อยโครงการที่ 1 ที่ต้องการประเมินความสูญเสียเชิงสวัสดิการด้วยวิธี Contingent valuation method (CVM) ซึ่งได้เก็บข้อมูลจากจังหวัดนครราชสีมา ผลการศึกษาของโครงการวิจัยย่อยที่ 1 ชี้ให้เห็นว่าการประเมินความสูญเสียเชิงสวัสดิการสามารถใช้ประเมินความสูญเสียทางเศรษฐกิจได้ โดยการประเมิน CVM ที่ได้จากการเก็บข้อมูลเฉลี่ยต่อปีต่อครัวเรือนคือ 34,394 บาทนั้นมีมูลค่าสูงกว่าความสูญเสียทางกายภาพ (23,171 บาท) ซึ่งสอดคล้องกับการคาดการณ์ทางทฤษฎี และสูงกว่าค่าชดเชยจากทางภาครัฐผลการศึกษาของโครงการวิจัยย่อยนี้ สามารถนำไปใช้ได้ในหลายด้าน ในส่วนของการกำหนดนโยบาย ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าความเสียหายจากอุทกภัยนั้น มีมูลค่าสูงกว่ามูลค่าความสูญเสียทางกายภาพและสูงกว่ามูลค่าที่ทางภาครัฐชดเชย ดังนั้นภาครัฐจึงควรชดเชยความสูญเสียให้มากขึ้นหรือผลักภาระดังกล่าวไปยังบริษัทประกันภัยผ่านการประกันอุทกภัย ซึ่งเป็นส่วนที่เชื่อมโยงกับโครงการที่ 2 ที่ต้องการจะศึกษาวิธีการกระตุ้นการซื้อประกันภัยโดยเอกชนเพื่อแบ่งเบาภาระของภาครัฐ โดยใช้หลักการทางเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมมาประยุกต์ใช้ ในส่วนวิชาการนั้น โครงการวิจัยย่อยที่ 1 นี้ได้พัฒนาเทคนิค CVM ให้มีความกว้างขวางและยืดหยุ่นกว่าที่ใช้อยู่ในงานวิจัยก่อนหน้า และผลการศึกษายังทำให้นักวิชาการสามารถเข้าใจการตัดสินใจของประชาชนในการช่วยเหลือโครงการป้องกันอุทกภัยสมมติ และมูลค่าความเสียหายเชิงสวัสดิการ (มูลค่าที่พร้อมจะช่วยเหลือโครงการป้องกันอุทกภัยสมมติ) ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อแวดวงวิชาการในการศึกษาประเด็นที่เกี่ยวข้องต่อไปในอนาคตการศึกษาในโครงการวิจัยย่อยที่ 2 ผลการทดลองพบว่าจากกลุ่มตัวอย่างในประเทศไทยมีความต้องการซื้อประกันภัยโดยเฉลี่ยมากกว่าร้อยละ 40 ซึ่งขัดแย้งกับการซื้อประกันจริงที่น้อยกว่าร้อยละ 10 แสดงให้เห็นว่าประชากรมีความต้องการที่จะซื้อประกัน แต่ไม่สามารถซื้อได้ในชีวิตจริงอันเนื่องมาจากขาดผลิตภัณฑ์ที่เหมาสม และความต้องการการซื้อประกันเพิ่มขึ้นหลังจากคนได้รับผลกระทบและรับรู้การสูญเสียจากภัยพิบัติ สอดคล้องกับอคติอันเนื่องมาจากการมีอยู่หรือเข้าถึงข้อมูล (Availability bias) คือเมื่อคนมีประสบการณ์เผชิญกับอุทกภัยแล้ว พฤติกรรมหลังจากนั้นจะมีความหวาดกลัวที่จะต้องประสบกับอุทกภัยอีกในครั้งถัดไป คนจึงพยายามจะป้องกันความสูญเสียให้เกิดขึ้นน้อยที่สุดเมื่อต้องเผชิญกับอุทกภัยซึ่งในการทดลองนี้คือการซื้อประกันอุทกภัยเพิ่มมากขึ้น อีกทั้งการสนับสนุนในรูปแบบตัวเงินช่วยเหลือการซื้อประกันสามารถเพิ่มการซื้อประกันได้ประโยชน์ของงานวิจัยนี้ส่วนแรกคือการกำหนดนโยบาย ซึ่งในโครงการวิจัยย่อยชิ้นนี้ต้องการที่จะแบ่งเบาภาระของภาครัฐในการเยียวยาผู้ประสบภัยพิบัติโดยใช้ประโยชน์จากอคติทางเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมในการกระตุ้นการซื้อประกันภัยให้มากขึ้น จากการศึกษาได้เสนอแนะวิธีการกระตุ้นหลังจากเกิดเหตุการณ์ภัยพิบัติซึ่งภาครัฐสามารถนำไปปรับใช้ได้ โดยการกระตุ้นหลังจากเกิดภัยพิบัติในทันทีจะทำให้ประชาชนมีความตื่นตัวและซื้อประกันเพิ่มมากขึ้น ประโยชน์ส่วนที่สองของงานวิจัยชิ้นนี้คือประโยชน์เชิงวิชาการ โดยที่หลักฐานในปัจจุบันทางด้านเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมยังไม่ชัดเจนว่าคนมีอคติแบบใดมากกว่ากันระหว่างอคติของการมีอยู่หรือการเข้าถึงข้อมูล (availability bias) หรือการเข้าใจผิดของนักพนัน (Gambler’s fallacy) ซึ่งผลของงานวิจัยนี้ช่วยเพิ่มเติมความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับพฤติกรรมคนหลังจากเกิดเหตุการณ์ได้ดียิ่งขึ้นคำสำคัญ: การประเมินความสูญเสียเชิงสวัสดิการ อคติอันเนื่องมาจากการเข้าถึงข้อมูล "การเข้าใจผิด" ของนักพนัน พฤติกรรมความต้องการซื้อประกันภัย