การผลิตไคตินจากไวรัสคลอเรลล่า
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
บทคัดย่อไวรัสคลอเรลล่า หรือคลอโลไวรัส ประกอบด้วยยีนที่ทำหน้าที่ในการสร้างไคติน และเริ่มสร้างไคตินเมื่อไวรัสติดเชื้อกับเซลล์คลอเรลล่าในทันที ระบบการสร้างไคตินด้วยไวรัสคลอเรลล่ากับ microalgae เป็นระบบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพราะอาศัยเพียงก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์กับแสงสว่างในการผลิตไคตินเท่านั้น อย่างไรก็ตาม เมื่อสิ้นสุดกระบวนการสร้างไวรัสหลังจากการติดเชื้อในเซลล์โฮสต์ เซลล์โฮสต์จะเกิดการแตกออก ส่งผลให้การผลิตไคตินลดลง งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ในการเพิ่มปริมาณการผลิตไคตินด้วย (i) การคัดแยกไวรัสที่มีการเติบโตช้า (slow growing virus) (ii) การปรับกระบวนการ replication process ของไวรัสด้วยสารยับยั้งการทำงานของดีเอ็นเอ จากนั้นทำการคัดเลือกไวรัสที่คัดแยกจากแหล่งน้ำธรรมชาติในประเทศญี่ปุ่นทั้ง 25 สายพันธุ์ที่ประกอบด้วยยีน CHS (ยีนที่ผลิตไคติน) ด้วยวิธี PCR (Polymerase Chain reaction) พบว่ามีเพียง 10 สายพันธุ์ที่ประกอบไปด้วยยีน CHS จากนั้นจึงทำการศึกษาการผลิตไคตินบนผนังเซลล์โฮสต์ด้วยสาร biotinylated chitin-binding proteins WGA (wheat germ agglutinin)-biotin และ avidin-Cy 2 และนำไปวิเคราะห์ด้วย UV fluorescence microscope พบว่า เซลล์โฮสต์ที่ติดเชื้อไวรัส CNF1 สร้างไคติน (ฟลูออเรสเซนต์สีเขียว) บนผนังเซลล์หลังจากการติดเชื้อภายใน 30 นาที และสามารถสร้างไคตินบนผนังเซลล์ได้นานถึง 4 ชั่วโมงก่อนเซลล์แตก ซึ่งเป็นระยะเวลานานกว่าไวรัส CVK2 (ไวรัสต้นแบบ) ถึง 1.6 เท่า เมื่อเติมสาร Aphidicolin ลงในเซลล์โฮสต์ที่ติดเชื้อไวรัสทั้งสองชนิด พบว่า Aphidicolin สามารถยืดระยะเวลาในการสร้างไคตินบนผนังเซลล์ โดยสามารถยืดระยะเวลาการสร้างไคตินของไวรัส CVK2 ได้นานถึง 6 ชั่วโมง ในขณะที่สามารถยืดระยะเวลาการสร้างไคตินของไวรัส CNF1 ได้นานถึง 8 ชั่วโมง งานวิจัยนี้แสดงให้เห็นถึงการเพิ่มปริมาณไคตินด้วยระบบไวรัสคลอเรลล่า โดยการใช้ไวรัสที่มีการเติบโตช้าร่วมกับสาร Aphidicolin