กำลังโหลดข้อมูล…
Search for a command to run...
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการใช้เทคนิคเนียร์อินฟราเรดสเปกโทรสโกปี ในการวิเคราะห์ความหนาแน่นของพันธะเชื่อมขวาง ปริมาณสบู่แอมโมเนียมลอเรตและปริมาณเตตระเม ทธิสไทยูแรมไตซัลไฟด์ของน้ำยางธรรมชาติและผสิตภัณฑ์จากน้ำยาง ผลการวิจัยที่ได้สามารถสรุปได้ว่า 1) เทคนิคเนียร์อินฟราเรดสเปกโทรสโกปีที่ใช้ในงานวิจัยนี้มีความเป็นไปได้ในการใช้ประมาณค่าความ หนาแน่นของพันธะเชื่อมชวาง ซึ่งจำแนกตามพารามิเตอร์ที่วัดอ โมดูลัสการคลายความเค้นของยางวัลคา ไนซ์ที่ระยะยืด 100% (PRM 100) และ 300% (PRM 300) และ ค่า % Swelling ด้วยวิธีการแชนโทลูอื่น (OST) ของตัวอย่างทั้ง 4 ชนิต คือ แผ่นฟิล์มบาง (Thin film) แผ่นฟิล์มหนา (Thick flm) น้ำยางที่ผ่าน การวัลคาไนซ์ปกติ (PV) และน้ำยางที่ผ่านการวัลคาไนซ์แต่ปรับระตับปริมาณของแข็งรวมเป็น 50% (PV50) ทำโตยการสแกนตัวอย่างด้วยเครื่อง FT-NIR Spectrometer ซึ่งมีการวัตแบบ Diffuse Reflectance สแกนทุกๆ 16 cm สแกนช้ำ 32 ครั้งต่อ 1 spectrum 2) ไม่แนะนำให้ใช้เทคนิคเนียร์ อินฟราเรตสเปกโทรสโกปีในการทำนายปริมาณสบู่แอมโมเนียมลอเรต 3) เทคนิคเนียร์อินฟราเรตสเปกโท รสโกปีที่ใช้ในงานวิจัยนี้มีความเป็นไปใต้ในการช้ประมาณค่าปริมาณเตตระเมทธิลไทยแรมไดซัลไฟด์ของ ตัวอย่างน้ำยางข้นทำโตยการสแกนตัวอย่างด้วยเครื่อง FT-NIR Spectrometer เช่นกัน4) จากการ วิเคราะห์จุดคุ้มทุนพบว่า กรณีพันธะเชื่อมขวาง การใช้เทคนิคเนียร์อินฟราเรดสเปกโทรสโกปี แทนวิธี PRM test มีจุดคุ้มทุน อยู่ที่ 3,018,177 ตัวอย่าง และแทนวิธี toluene sweling test มีจุดคุ้มทุน อยู่ที่ 846,485 ตัวอย่างอย่างไรก็ตีเทคนิคนี้มีความรวดเร็วในการวัดซึ่งใช้เวลาเพียง 2-3 นาทีต่อ 1 ตัวอย่าง เท่านั้น สามารถติตตามการเกิดพันธะเชื่อมขวางในกระบวนการได้ทันที ในขณะที่วิธี PRM test และวิธี toluene swelling test ใช้เวลา 30 นาทีต่อ 1 ตัวอย่าง และการใช้เทคนิคเนียร์อินฟราเรตสเปกโทรสโกปี แทนวิธีอ้างอิงในการวัดปริมาณตตระเมทธิสไทยูแรมไตซัลไฟด์มีจุดคุ้มทุน อยู่ที่ 64,502 ตัวอย่าง โดยวิธี อ้างอิง ใช้เวลา 1 ชั่วโมง 30 นาทีต่อ 1 ตัวอย่าง