การเพิ่มศักยภาพห่วงโซ่อุปทานในอุตสาหกรรมนม
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงห่วงโซ่อุปทานในอุตสาหกรรมนม วัดมูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นในแต่ส่วนของห่วงโซ่อุปทาน และสร้างแผนภาพเชื่อมโยงความสัมพันธ์ภายในห่วงโซ่อุปทาน จากการสัมภาษณ์ข้อมูลจากเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมจำนวน 280 ราย สหกรณ์โคนมที่เกษตรกรส่งน้ำนมดิบ 6 แห่ง และโรงงานที่สหกรณ์นำน้ำนมดิบไปส่งจำนวน 6 โรงงาน สรุปผลการศึกษาดังนี้ 1. สรุปห่วงโซ่อุปทานในการเลี้ยงโคนม ห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมนมเริ่มจากเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม ผลิตน้ำนมดิบส่งให้กับสหกรณ์โคนม หรือศูนย์รับน้ำนมดิบ เพื่อนำส่งต่อโรงงานผลิตผลิตภัณฑ์นม และจัดทำเป็นนมโรงเรียนและนมพาณิชย์ออกสู่ท้องตลาดสู่ผู้บริโภค ซึ่งในแต่ละขั้นตอนของห่วงโซ่อุปทาน จะมีการกำกับดูแลจากหน่วยงานภาครัฐ เพื่อควบคุมคุณภาพและกระบวนการผลิตให้ได้มาตรฐาน สร้างความปลอดภายให้กับผู้บริโภค คือ กรมปศุสัตว์ เข้ามาดูแลในขั้นตอนการผลิตน้ำนมของเกษตรกร การเลี้ยงโคนม การคัดพันธุ์โค การรักษาโรคโคต่างๆ ส่วนสำนักงานสหกรณ์ได้เข้ามาดูแลในขั้นตอนของสหกรณ์โคนม การตรวจสอบคุณภาพนม ราคาน้ำนมที่เหมาะสมในการรับซื้อจากเกษตรกร ส่วนสำนักงานสาธารณสุข ได้เข้ามาดูแลในส่วนของสหกรณ์โคนมและโรงงานผลิตผลิตภัณฑ์นม เพื่อให้การดำเนินงานมีความสะอาดปลอดภัยได้มาตรฐาน ก่อนออกจำหน่ายสู่ผู้บริโภค 2. ขั้นตอนที่ 1 เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม การเลี้ยงโคนมของเกษตรกร พบว่า ส่วนใหญ่เกษตรกรเลี้ยงโคนมมาประมาณ 12 ปี มีความนิยมในการเลี้ยงโคนมพันธุ์ขาวดำหรือโฮลสไตน์ฟรีเชียน และพันธุ์บราวน์สวิส พันธุ์เรดซินดี้ มีโคประมาณ 39 ตัวต่อฟาร์ม เริ่มจากการซื้อโคนมมาเลี้ยงซึ่งโดยส่วนใหญ่ซื้อมาจากฟาร์มในพื้นที่ในจังหวัด และขยายพันธุ์โดยการใช้การผสมเทียมเป็นหลัก โคจะมีอายุขัยเฉลี่ยประมาณ 12 ปี เริ่มรีดนมได้ในช่วงอายุ 2 ปี และหยุดรีดนมในช่วงอายุ 9 ปี อาหารโคนม คือ หญ้า ฟางข้าว เศษข้าวโพด ซางข้าวโพด อาหารข้น และอาหารเสริม ในการผลิตน้ำนมเกษตรกรจะได้ปริมาณนม 301-350 กิโลกรัมต่อวัน และมีรายได้จากการขายน้ำนมดิบ ประมาณ 536,404 บาทต่อเดือน 3. ขั้นตอนที่ 2 สหกรณ์โคนม / ศูนย์รับน้ำนมดิบ ห่วงโซ่อุปทานในอุตสาหกรรมนม สหกรณ์เปรียบเสมือนกลางน้ำที่ทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมต่อระหว่างต้นน้ำและปลายน้ำ โดยสหกรณ์ถือเป็นจุดสำคัญที่ต้องมีการบริหารจัดการที่ดีเพื่อบริหารจัดการปริมาณน้ำนมดิบและควบคุมคุณภาพน้ำนมดิบให้ได้มาตรฐานก่อนส่งต่อไปยังโรงงานเพื่อแปรรูปน้ำนมไปสู่มือของผู้บริโภค โดยสหกรณ์ทำหน้าที่ในการเชื่อมระหว่างเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมกับโรงงานแปรรูปน้ำนมดิบ โดยสหกรณ์ทำการรับซื้อและเก็บรวบรวมน้ำนมดิบจากฟาร์มสมาชิกเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม มีขั้นตอนในการรับน้ำนมดิบคือ 1) น้ำนมดิบจากฟาร์มถึงศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบหรือสหกรณ์ 2) ตรวจสอบคุณภาพน้ำนมดิบเบื้องต้นจากสี กลิ่น หรือการตรวจโดยใช้ประสาทสัมผัส 3) เก็บตัวอย่างน้ำนมดิบไปตรวจสอบคุณภาพ 4) การส่งน้ำนมดิบไปเก็บยังแทงค์เก็บน้ำนมดิบ และลดอุณหภูมิเหลือ 2-4 องศาเซียลเซียส 5) เก็บตัวอย่างน้ำนมดิบจากรถบรรทุกน้ำนม เพื่อตรวจสอบและยืนยันผลว่าน้ำนมดิบก่อนส่ง 6) สหกรณ์โคนมบางแห่งมีการรวบรวมน้ำนมดิบ แปรรูปและจำหน่ายผลิตภัณฑ์นม หลังจากรวบรวมน้ำนมดิบแล้วสหกรณ์ก็จะนำน้ำนมดิบไปขายให้กับโรงงาน 4. ขั้นตอนที่ 3 โรงงานผลิตผลิตภัณฑ์นม เมื่อโรงงานผลิตน้ำนมซื้อน้ำนมดิบจากสหกรณ์ ดำเนินการแปรรูปนมพร้อมดื่มโดยนำนมสดที่ซื้อจากสหกรณ์โคนมต่างๆ มาผ่านกระบวนการให้ความร้อนและแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์นมต่างๆ และต้องผ่านมาตรฐาน GMP (Good Manufacturing Practice) ซึ่งการให้ความร้อนกับนมสดเป็นนมแปรรูปพร้อมดื่มนั้น แบ่งตามลักษณะการผลิตเป็น 3 ประเภทคือ 1) นมสดพาสเจอร์ไรซ์ (PASTEURIZED MILK) 2) นมสดสเตอริไลส์ (STERILIZATION MILK) และ 3) นมสดยูเอชที (ULTRA HIGH TEMPERATURE MILK) ซึ่งหากจะพิจารณาห่วงโซ่อุปทานจากโรงงานแปรรูปนมพร้อมดื่มไปยังผู้บริโภค การแบ่งชนิดของนมแปรรูปพร้อมดื่มตามลักษณะผู้บริโภค สามารถแบ่งได้เป็น 2 ชนิด คือ นมโรงเรียนและนมพาณิชย์ นมโรงเรียน เป็นนมประเภทนมสดพาสเจอร์ไรซ์ และนมสดยูเอชที สัดส่วนน้ำนมดิบที่เข้าสู่โครงการอาหารเสริม(นม)โรงเรียนคิดเป็น ร้อยละ 40 ของน้ำนมดิบที่ผลิตได้ทั้งหมดในประเทศไทย ปัจจุบันเด็กระดับชั้นอนุบาล - ป.6 ทุกคน จะได้ดื่มนมโรงเรียนเทอมละ 100 วัน สำหรับวันมาโรงเรียน และอีก 30 วันสำหรับนำกลับไปดื่มที่บ้านในวันปิดเทอม นมพาณิชย์ คือผลิตภัณฑ์นมพร้อมดื่มโดยทั่วไปเป็นนมประเภท นมสดสเตอริไลส์ นมสดยูเอชที และผลิตภัณฑ์อื่นๆ (นมเปรี้ยว โยเกิร์ต ไอศกรีม) สามารถเก็บไว้ได้นาน โรงงานแปรรูปนมพร้อมดื่มจะผลิตนมพาณิชย์จากนมนอกเหนือจากโควตานมโรงเรียน ซึ่งผลิตตามความต้องการของตลาดผู้บริโภคทั่วไป ทั้งในและต่างประเทศ 5. สรุป Supply chain อุตสาหกรรมนมและมูลค่าเพิ่ม จากผลการศึกษาเมื่อนำมาสรุปเป็นห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของอุตสาหกรรมนม มูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นในแต่ละส่วนของห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมนม จากเกษตรกรมายังสหกรณ์หรือศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบ โดยราคากลางการรับซื้อน้ำนมดิบจากเกษตรกร คือ 17.50 บาท/กิโลกรัม ราคามาตรฐานฟาร์ม 0.20 บาท/กิโลกรัม แล้วรวมด้านคุณภาพและองค์ประกอบ 2.00 บาท/กิโลกรัม โดยมีเงื่อนไขจ่ายเงินเพิ่มขึ้นหรือลดลงจากคุณภาพและองค์ประกอบของน้ำนม โดยการวัดชั่วโมงของการเปลี่ยนสีของ Methylene blue test เป็นหลัก จากราคารับซื้อในราคาระหว่าง 17.50 – 19.70 บาท/กิโลกรัม สหกรณ์รวบรวมน้ำนมดิบจากเกษตรกรส่งไปยังโรงงาน โดยราคากลางการรับซื้อน้ำนมดิบจากสหกรณ์ของโรงงาน คือ 19.00 บาท/กิโลกรัม โรงงานจะบวกราคาเพิ่มจากคุณภาพน้ำนมเช่นเดียวกับสหกรณ์บวกเพิ่มคุณภาพให้กับเกษตรกร ซึ่งต่างกันแค่ราคากลางที่รับซื้อเท่านั้น โดยสหกรณ์จะได้รับราคากลางในการรับซื้อน้ำนมจากสหกรณ์ในราคาที่สูงกว่า ราคากลางที่สหกรณ์รับซื้อกับเกษตรกร ส่วนต่างมูลค่าเพิ่มของราคาที่สหกรณ์ได้รับอยู่ที่ 1.50 บาท/กิโลกรัม โดยราคาเฉลี่ยของสหกรณ์ที่ได้รับจากโรงงานคือ 20.45 บาท/กิโลกรัม ซึ่งแต่ละโรงงานที่รับซื้อน้ำนมดิบจากสหกรณ์จะบวกเพิ่มราคาคุณภาพในอัตราที่ต่างกัน ขึ้นอยู่กับนโยบายการเพิ่มราคาคุณภาพน้ำนมดิบของโรงงานนั้นๆ เช่น อสค.สุโขทัย บวกเพิ่มราคาคุณภาพให้กับสหกรณ์รวมราคากลางรับซื้ออยู่ที่ 20.09 บาท/กิโลกรัม โรงงานเชียงใหม่เฟรช มิลค์บวกเพิ่มราคาคุณภาพให้กับสหกรณ์รวมราคากลางรับซื้ออยู่ที่ 20.44 บาท/กิโลกรัม และโรงงานแดรี่พลัส บวกเพิ่มให้กับสหกรณ์รวมราคากลางรับซื้ออยู่ที่ 20.81 บาท/กิโลกรัม จากโรงงานเมื่อรับน้ำนมดิบจากสหกรณ์แล้วทำการผลิตโดยแบ่งสัดส่วนการผลิตนมเป็น 2 ส่วนคือ นมโรงเรียน และนมพาณิชย์ โดยส่วนใหญ่แล้วสัดส่วนการผลิดของนมโรงเรียนอยู่ที่ร้อยละ 80 และสัดส่วนการผลิตนมพาณิชย์อยู่ที่ร้อยละ 20 ของน้ำนมดิบทั้งหมด ซึ่งทางโรงงานจะทำการผลิตนมโรงเรียนตามโควตา MOU ที่ได้รับการจัดสรรแบ่งเป็นการผลิตนมพาสเจอร์ไรซ์ และนมU.H.T. จำหน่ายในราคา 6.58 บาท และ 8.72 บาท ตามลำดับ มีช่องทางการกระจายสินค้าโดยผ่านตัวแทนการขนส่งแต่ละจังหวัด โดยตัวแทนจะได้รับค่าขนส่งตามประเภทของนม คือ นมพาสเจอไรซ์จะได้รับค่าขนส่งในราคา 0.75 บาท/ถุง และนมU.H.T.จะได้รับค่าขนส่งในราคา 0.55 – 0.60 บาท/กล่อง ส่วนที่เหลือจะนำไปผลิตเป็นนมพาณิชย์ซึ่งประกอบด้วย นมU.H.T ปรุงแต่งกลิ่นและรสชาติต่าง ๆ นมเปรี้ยว โยเกิร์ต ไอศกรีม และผลิตภัณฑ์จากนมอื่นๆ โดยทำการจัดจำหน่ายผ่านตัวแทนรายจังหวัด จำหน่ายผ่านวิธี Modern Trade และจำหน่ายยังตลาดต่างประเทศ โดยราคาขึ้นอยู่กับชนิดสินค้าและช่องทางการจัดจำหน่าย