การระบุชนิดเชิงโมเลกุลของตัวอ่อนพยาธิใบไม้ระยะเซอร์คาเรียในหอยเพื่อประเมินผลกระทบการใช้พื้นที่เกษตรกรรมในชนบท
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอุบัติการณ์การระบาดของพยาธิใบไม้ในหอย โดยใช้วิธีสัณฐานวิทยา ร่วมกับการเทคนิคทางอณูชีววิทยาเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการจำแนก ชนิดของพยาธิ และศึกษาความสัมพันธ์เชิงวิวัฒนาการของพยาธิที่สำรวจพบ โดยกำหนดจุด เก็บตัวอย่างเพื่อศึกษาการระบาดของตัวอ่อนพยาธิระยะเซอร์คาเรียในหอย จากจังหวัดลำปาง ลำพูน และเชียงใหม่ ทั้งหมด 12 จุดเก็บตัวอย่าง จากการศึกษาการระบาดของตัวอ่อนพยาธิ ใบไม้ระยะเซอร์คาเรียในหอย จำนวน 14 ชนิด พบเซอร์คาเรียของพยาธิใบไม้ ทั้งหมด 7 รูปแบบ คือ xiphidiocercaria, monostome cercaria, distome cercaria, pleurolophocercous cercaria. parapleurolophocercous cercaria, echinostome cercaria และ furcocercous cercaria ความชุกรวมของตัวอ่อนพยาธิใบไม้ระยะเซอร์คาเรียในหอย พบว่าจุดเก็บตัวอย่างบ้านพญา ผาบมีค่าความชุกรวมสูงที่สุด รองลงมาคือ บ้านดอนแก้ว และจุดเก็บตัวอย่างที่มีความชุกต่ำ ที่สุด คือ บ้านแจ้ซ้อนเหนือ โดยมีค่าเท่ากับ 53.65%, 47.93% และ 9.72% ตามลำดับ การ ประเมินแนวโน้มการระบาดของพยาธิในแต่ละจุดเก็บตัวอย่าง พบว่าจุดเก็บตัวอย่างที่ใกล้กับ แหล่งต้นน้ำ ตั้งอยู่ในแนวเทือกเขา ไม่ถูกรบกวนจากการทำการเกษตร และกิจกรรมต่างๆ ของ มนุษย์พบรูปแบบของเซอร์คาเรียจำนวนน้อยกว่าจุดเก็บตัวอย่างที่อยู่ในพื้นที่ราบลุ่มทาง การเกษตร โดยส่วนใหญ่จะพบ parapleurolophocercous cercoria แตกต่างจากจุดเก็บตัวอย่าง ในพื้นที่ราบลุ่มทางการเกษตรจะพบทั้ง distome cercaria, echinostome cercoria. monostome cercaria, furcocercouscercaria, parapleurolophocercouscercaria, pleurolophocercous cercaria และ xiphidiocercaria การวิเคราะห์ความสัมพันธ์เชิงวิวัฒนาการระหว่างเซอร์คาเรียกับพยาธิที่ระบาดใน พื้นที่เก็บตัวอย่างจาก HAT-RAPD profiles, ssIDNA gene, IsrDNA gene ด้วยวิธี ML และ UPGMA สำหรับการวิเคราะห์ความสัมพันธ์เชิงวิวัฒนาการจาก HAT-RAPD profiles ด้วยวิธี ML พบว่าพยาธิในวงศ์ Heterophyidce คือ H. taichui. S. falcatus. Hoplorchoides sp. มี ความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ pleurolophocercous cercaria และ parapleurolophocercous cercaria ขณะที่วิธี UPGMA พบว่าพยาธิ H. taichui มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ pleurolophocercous cercaria และ parapleurolophocercous cercaria มากกว่าพยาธิชนิดอื่นๆ การใช้ลำดับนิวคลีโอ ไทด์ของ S5IDNA gene มาวิเคราะห์ความสัมพันธ์เชิงวิวัฒนาการด้วยวิธี M พบว่า parapleurolophocercous cercaria มีความใกล้ชิดกับพยาธิ 4 ชนิด คือ Hqplorchoides sp., S. falcotus H. taichui และ O.viverini โดยมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพยาธิ Haplorchoides sp. มากที่สุด มีค่า bootstrop value เท่ากับ 78% ขณะที่ pleurolophocercous cercaria ความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพยาธิ C. caninus มากที่สุด มีค่า bootstrap value เท่ากับ 72% และ การใช้ลำดับนิวคลีโอไทด์ของ Is/DNA gene มาวิเคราะห์ความสัมพันธ์เชิงวิวัฒนาการด้วยวิธี ML พบว่า parapleurolophocercous cercaria มีความใกล้ชิดกับพยาธิ 2 ชนิด คือ Haplorchoides sp. และ H. taichui โดยมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพยาธิ Hqplorchoides sp. มาก ที่สุด มีค่า bootstrap value เท่ากับ 100% ขณะที่ pleurolophocercous cercaria ความสัมพันธ์ ใกล้ชิดกับพยาธิ C. caninus มากที่สุด มีค่า bootstrap values เท่ากับ 100% สำหรับการสร้างไพรเมอร์แบบจำเพาะจากส่วน IsrDNA gene ของพยาธิ H. taichui. S.falcatus, C. caninus และ Haplorchoides sp. พบว่าไพรเมอร์แบบจำเพาะของพยาธิ C. coninus สามารถทำให้เกิดแถบดีเอ็นเอขนาด 167 bp. ทั้งใน C. caninus ระยะตัวเต็มวัย และ pleurolophocercous cercaria และไพรเมอร์แบบจำเพาะของพยาธิ Haplorchoides sp. ทำให้ เกิดแถบดีเอ็นเอแบบจำเพาะขนาด 532 bp. ทั้งในพยาธิ Hoplorchoides sp. ระยะตัวเต็มวัย และ parapleurolophocercous cercaria ขณะที่พยาธิ H. taichui และ S. falcatus ไม่พบว่ามี เซอร์คาเรียรูปแบบใดเป็นตัวอ่อนของพยาธิทั้ง 2 ชนิดนี้ สำหรับการศึกษาบริบททางสังคม และปัจจัยแวดล้อมที่มีผลต่อการติดเชื้อพยาธิใบไม้ จากการสร้างแบบสอบถามในกิจกรรมวันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ ระหว่างวันที่ 16-18 สิงหาคม 2556 ณ ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยมีกลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียน นักศึกษา และบุคคลทั่วไป พบว่าส่วนใหญ่มีความรู้ความเข้าใจ และรู้จักพยาธิใน ระดับปานกลาง ซึ่งส่วนใหญ่จะรู้จักพยาธิพยาธิตัวตึด มากที่สุด รองลงมา คือ พยาธิตัวกลม และพยาธิใบไม้รู้จักน้อยที่สุด ขณะเดียวกันผู้ให้ข้อมูลรู้ถึงการก่อให้เกิดโรคของพยาธิในระดับ ปานกลาง และกลัวการติดพยาธิอยู่ในระดับมาก โดยส่วนใหญ่ไม่นิยมรับประทานอาหารที่ปรุง ไม่สุก แต่มีบางส่วนที่ยังนิยมรับประทาน คือ ลาบเนื้อติบ ส่วนลาบปลาติบรับประทานน้อย ส่วนใหญ่รับประทานนาน ๆ ครั้ง สำหรับความถี่ในการตรวจอุจจาระนั้น พบว่าผู้ให้ข้อมูลตรวจ อุจจาระนานๆ ครั้ง ขณะเดียวกันในการรับประทานยาถ่ายพยาธินั้นพบว่าส่วนใหญ่รับประทาน นานๆ ครั้งเช่นเดียวกัน ในการระบุชนิดของตัวอ่อนพยาธิใบไม้ระยะเซอร์คาเรียในหอยสามารถใช้เทคนิคทาง อณูชีววิทยาในการจำแนกชนิดได้ โดยเฉพาะการใช้ลำดับนิวคสีโอไทด์ และไพรเมอร์แบบ จำเพาะมีประสิทธิภาพในการจำแนกชนิดของพยาธิในระยะตัวอ่อนได้ ซึ่งจำนวนรูปแบบของ เซอร์คาเรียที่พบสามารถบ่งบอกถึงลักษณะรูปแบบของแต่ละพื้นที่ได้