Command Palette

Search for a command to run...

กลับไปผลการค้นหา
รายงานฉบับสมบูรณ์พ.ศ. 2552

ชุมชนปฏิบัติการด้านการเรียนรู้ : ภูมิปัญญาอีสาน เรื่อง การบีบเอ็น กรณีศึกษาตำบลยอดแกง อำเภอนามน จังหวัดกาฬสินธุ์

สายหยุด ภูปุย มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ พ.ศ. 2552

ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)

บทคัดย่อ

การวิจัย เรื่อง ชุมชนปฏิบัติการเรียนรู้ : ภูมิปัญญาอีสานการบีบเอ็น มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาองค์ความรู้ภูมิปัญญาอีสานการบีบเอ็นของชุมชนตำบลยอดแกง อำเภอนามน จังหวัดกาฬสินธุ์ 2) สร้างกระบวนการชุมชนปฏิบัติการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมในเรื่องการบีบเอ็น และ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจต่อการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมในเรื่องการบีบเอ็น กลุ่มประชากร คือ ประชาชนในพื้นที่ตำบลยอดแกง อำเภอนามน จังหวัดกาฬสินธุ์ จำนวน 18 หมู่บ้าน และ กลุ่มตัวอย่างคือหมอภูมิปัญญาด้านการบีบเอ็นในพื้นที่ตำบลยอดแกง อำเภอนามน จังหวัดกาฬสินธุ์ จำนวน 15 คน เลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) จากหมอบีบเอ็นที่เป็นที่ยอมรับของคนในชุมชน ใช้รูปแบบการวิจัยเชิงสำรวจและการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research) ด้วยกระบวนการกลุ่ม คือ การสร้างความสัมพันธ์กับชุมชน,การศึกษาสำรวจชุมชน,การเตรียมคนและเครือข่ายความร่วมมือ,การจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้,สังเคราะห์องค์ความรู้จัดทำบทเรียน,กำหนดแผนงานการจัดการและ เผยแพร่บทเรียนองค์ความรู้เรื่องการบีบเอ็น โดยหมอภูมิปัญญาด้านการบีบเอ็นและผู้นำชุมชนร่วมกันวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อจัดหมวดหมู่ ตีความ สร้างบทเรียนการบีบเอ็นของชุมชนตำบลยอดแกง อำเภอนามน จังหวัดกาฬสินธุ์ ผลการวิจัยพบว่า 1.) องค์ความรู้ด้านการบีบเอ็นในปัจจุบันของชุมชนตำบลยอดแกง อำเภอนามน จังหวัดกาฬสินธุ์ มีหมอภูมิปัญญาด้านการบีบเอ็น อยู่ 2 กลุ่มใหญ่ๆคือ กลุ่มที่ 1 หมอภูมิปัญญาการบีบเอ็นที่ได้รับการถ่ายทอดจากบรรพบุรุษ มีจำนวน 9 คน อายุเฉลี่ยต่ำสุด 45 ปี สูงสุด 85 ปี ให้บริการอยู่ตามบ้านของตนเองหรือบ้านของผู้รับบริการ วิธีการบีบเอ็นใช้มือกด บีบ คลึงไปตามร่างกาย หรือขึ้นเหยียบตามแข็งขา ลำตัวและ เอว ไม่ใช้นำมันหอมระเหย และมีกระบวนการถ่ายทอดองค์ความรู้ อยู่สอง ลักษณะ คือ หนึ่ง คนที่สนใจอยากเรียนรู้เรื่องการบีบเอ็นแต่ไม่ใช่เครือญาติของหมอบีบเอ็น จะต้องทำพิธีกรรมโดยการบวงสรวง มีค่าครูค่าคายถึงจะได้รับการถ่ายทอดวิชาความรู้ให้ และ สอง การถ่ายทอดตามธรรมชาติ โดยหมอบีบเอ็นจะใช้กลอุบายให้ลูกๆ หลานๆ ที่คิดว่าจะถ่ายทอดวิชาความรู้เรื่องการบีบเอ็นให้ช่วยขึ้นเหยียบตามเอว ตามลำแข็งลำขา เพื่อจะให้จดจำตำแหน่ง เหมือนกับการฝึกให้เรียนรู้ด้วยตนเองซึ่งจะทำให้ผู้รับการถ่ายทอดไม่ต้องถูกบังคับ และกลุ่มที่ 2 คือแพทย์แผนไทย ที่เข้ารับการฝึกอบรมจากสำนักงานสาธารณสุข ในการนวดแผนไทยแบบราชสำนัก มีจำนวน 30 คน อายุเฉลี่ยต่ำสุด 35 ปี สูงสุด 55 ปี ซึ่งกลุ่มที่เข้ารับการฝึกอบรมจะมีทั้งคนที่มีความรู้พื้นฐานเดิมอยู่แล้วกับคนที่ไม่มีความรู้พื้นฐานเดิม ส่วนใหญ่ใช้วิธีการบีบเอ็น โดยใช้น้ำมันหอมระเหยควบคู่กับการ บีบ กด คลึงไปตามร่างกายและการใช้ยาตั้ง (ลูกปะคบ) นวดเส้นเอ็น เป็นการใช้สมุนไพรมาปะคบ มีกระบวนการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้วยวิธีการสอนตามขั้นตอนของการนวดแบบราชสำนักและให้บริการอยู่ตามสถานีอนามัยและศูนย์ส่งเสริมสุขภาพชุมชน 2)การสร้างกระบวนการชุมชนปฏิบัติการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม โดยใช้กลยุทธ์การประชุมเชิงปฏิบัติการและการฝึกปฏิบัติการถ่ายทอดองค์ความรู้จากหมอบีบเอ็น ช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านการมีส่วนร่วมของคนในชุมชน ทำให้มีความรู้ ความเข้าใจ เกิดทักษะในการเรียนรู้ภูมิปัญญาด้านการบีบเอ็น เปิดโอกาสให้หมอภูมิปัญญาบีบเอ็นที่มีในชุมชนได้แสดงบทบาทในการเป็นผู้สอนผู้ถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับคนในชุมชนได้อย่างมั่นใจ สำหรับสภาพความร่วมมือในการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างหมอภูมิปัญญาบีบเอ็นกับคนในชุมชนโดยภาพรวมแล้วเกิดจากความคุ้นเคยและความสัมพันธ์กันในชุมชน ลักษณะความร่วมมือจะมีตั้งแต่เข้าร่วมเรียนรู้ ร่วมให้ข้อมูลในการจัดกลุ่มของการบีบเอ็น และร่วมจัดทำบทเรียนการบีบเอ็นด้วยความใส่ใจเป็นอย่างดียิ่ง 3) ความพึงพอใจต่อการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมของผู้รับการถ่ายทอดและผู้ถ่ายทอด พบว่ามีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก (3.93) คิดเป็นร้อยละ 74 เพราะกิจกรรมสอดคล้องกับบริบทของชุมชน เนื้อหาสาระที่จะเรียนรู้เป็นเนื้อหาสาระที่คุ้นเคยดีในชุมชนซึ่งคนในชุมชนมีประสบการณ์เดิมอยู่ก่อนแล้ว จึงทำให้เกิดความสนุกสนานในการเรียนรู้เพิ่มมากขึ้น การนำเรื่องบีบเอ็นมาจัดกระบวนการเรียนรู้ชุมชน เป็นการให้คนในชุมชนได้ซึมซับความเป็นท้องถิ่น มีความผูกพันกับชุมชน ซึ่งเป็นอีกแนวทางหนึ่งในการส่งเสริมการอนุรักษ์ภูมิปัญญาอีสานการบีบเอ็นให้คงอยู่สืบไป

คำสำคัญ

ภูมิปัญญาท้องถิ่นกระบวนการเรียนรู้แพทย์แผนไทยกระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมการบีบเอ็น

งานวิจัยในหัวข้อใกล้เคียง

ชุมชนปฏิบัติการด้านการเรียนรู้ : โรงเรียนสมุนไพรชุมชนผู้ไทบ้านหนองห้าง อำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์

สุนันทา จันมีวงษ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏกาฬสินธุ์ พ.ศ. 2553

แนวทางการจัดการศูนย์การเรียนรู้ชุมชน ตำบลบางปลา จังหวัดสมุทรปราการ

ศราวิน ชิณวงศ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี พ.ศ. 2562

การพัฒนาบทเรียนท้องถิ่นภูมิปัญญาการจักสาน บ้านห้วยมะเกลือ ตำบลหัวเสือ อำเภอแม่ทะ จังหวัดลำปาง

มะยุรีย์ พิทยาเสนีย์ มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง พ.ศ. 2559

ชุมชนปฏิบัติการด้านการเรียนรู้ : ภูมิปัญญาอีสานเรื่องยาตั้งชาวผู้ไท กรณีศึกษาชุมชนผู้ไทหนองห้าง อำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์

สมทรัพย์ ไชยนิคม มหาวิทยาลัยราชภัฏกาฬสินธุ์ พ.ศ. 2553

ชุมชนปฏิบัติการเรียนรู้ : ตำรายาอีสาน ฉบับ ชุมชนดงโต่งโต้น อำเภอนามน จังหวัดกาฬสินธุ์

ยุทธพงศ์ มาตย์วิเศษ มหาวิทยาลัยราชภัฏกาฬสินธุ์ พ.ศ. 2552

การเสริมสร้างกระบวนการเรียนรู้โดยการมีส่วนร่วมของชุมชนบนฐานบัญชคีรัวเรือน บ้านหมากยางเหนือ ตำบลเป๊าะ อำเภอบึงบูรพ์ จังหวัดศรีสะเกษ

ปิยฉัตร ทองแพง มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ พ.ศ. 2562

แนวทางการส่งเสริมการเรียนรู้วิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยี สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต ๑

Sin Ngamprakhon มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พ.ศ. 2562

การจัดการความรู้ของศูนย์เรียนรู้เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้าน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ :กรณีศึกษา จังหวัดนครปฐม

กิตติมา คุณประยูร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ. 2552

รูปแบบการจัดการศูนย์การเรียนรู้ของชุมชนตำบลโคกโคเฒ่า อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี

เรณุมาศ กุละศิริมา มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต พ.ศ. 2555

การจัดการความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อการเรียนรู้ในชุมชนตำบลโคกโคเฒ่า อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี

เอกชัย พุมดวง มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต พ.ศ. 2555