การพัฒนาการจัดการโซ่อุปทานการท่องเที่ยวเชิงกีฬาเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนด้วยกิจกรรมการวิ่งบนฐานวัฒนธรรมท้องถิ่น
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การพัฒนาการจัดการโซ่อุปทานการท่องเที่ยวเชิงกีฬาเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนด้วย กิจกรรมการวิ่งบนฐานวัฒนธรรมท้องถิ่น มี 5 5 วัตถุประสงค์ ประกอบด้วย (1) รูปแบบการบริหาร จัดการความร่วมมือภาคประชาสังคมในการจัดงานวิ่งในฐานะผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยวเชิงกีฬาของ ชุมชน (2) พัฒนาเศรษฐกิจเชิงแบ่งปัน (Sharing Economy) เพื่อสร้างสรรค์มูลค่าเพิ่มให้กับการจัด กิจกรรมงานวิ่งในฐานะผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยวเชิงกีฬาของชุมชน (3) พัฒนารูปแบบและแนวทางการ บริหารจัดการความปลอดภัยในการจัดมหกรรมงานวิ่ง (Sport Event) เพื่อยกระดับศักยภาพการท่องเที่ยว เชิงกีฬาของประเทศไทย (4) พัฒนารูปแบบการสื่อสารการตลาดเชิงประสบการณีในการจัดกิจกรรมการวิ่ง ในบริบทของประเทศไทย และ (5) ข้อเสนอแนะแนวทางการพัฒนาการจัดการโซ่อุปทานการท่องเที่ยว เชิงกีฬาเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนด้วยกิจกรรมการวิ่งนฐานวัฒนธรรมท้องถิ่น ด้วยวิธีการวิจัยแบบ ผสมผสาน (Mixed Method) ผลการศึกษาดังนี้ รูปแบบการบริหารจัดการความร่วมมือภาคประชาสังคมในการจัดงานวิ่งในฐานะผลิตภัณฑ์ การท่องเที่ยวเชิงกีฬาของชุมชน มีชื่อเรียกว่า PPCP Model (Public Private Community Partnership) ที่มีกลุ่มผู้จัดงานวิ่งทำหน้าที่บริหารจัดการความร่วมมือภาคประชาสังคม ประกอบด้วย ผู้ประสาน งานหลัก (Race Director : RD) ผู้ประสานงานร่วม (Race Manager : RM) และผู้ประสานงานตาม ภารกิจ (Event Manager : EM) มีหน้าที่อำนวยการและเชื่อมโยงงานหลัก 16 งานหลักในการจัด งานวิ่งเข้าด้วยกัน โดยบูรณาการผ่านกระบวนการบริหารจัดการความร่วมมือภาคประชาสังคมเพื่อ จัดงานวิ่ง 8 กระบวนการ ร่วมกับการทำงานของหน่วยงานและภาคีเครือข่ายที่เข้าร่วมตามศักยภาพ สมรรถนะ ความรู้ และประสบการณ์ ตามกลุ่มงานที่เกี่ยวข้อง 4 กลุ่มบุคคลประสาน ได้แก่ กลุ่มผู้ ร่วมจัดงาน กลุ่มผู้สนับสนุน กลุ่มชุมชนและผู้ประกอบการ และกลุ่มอาสาสมัคร ที่กระจายอยู่ใน งานหลัก โดยใช้ข้อตกลงบนความสัมพันธ์แบบ "เจ้าภาพร่วมกัน" การพัฒนาเศรษฐกิจเชิงแบ่งปัน (Sharing Economy) เพื่อสร้างสรรค์มูลค่าเพิ่มให้กับการ จัดกิจกรรมงานวิ่งในฐานะผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยวเชิงกีฬาของชุมชน มีการออกแบบโครงสร้าง เทคโนโลยีแพลทฟอร์มและพัฒนาระบบเศรษฐกิจเชิงแบ่งปัน (Sharing Economy) ดำเนินการใน รูปแบบธุรกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) มีผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย จำนวน 3 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มนักวิ่งในฐานะนักท่องเที่ยว กลุ่มผู้จัดกิจกรรมงานวิ่ง และกลุ่มผู้ประกอบการให้บริการสิ่ง สนับสนุนในการจัดกิจกรรมงานวิ่ง ในการดำเนินธรกิจเพื่อสังคมในชุมชนที่ผู้บริหารจัดการ ต้อง สร้างเครือข่ายและดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง เพราะหลังจากการจัดกิจกรรมงานวิ่งจบสิ้นลงแล้วประชาชนต่างกลับไปปฏิบัติหน้าที่อาชีพเดิม ซึ่งผลการศึกษาร่วมกับผู้บริหารศูนย์การเรียนรู้อยู่เย็น เป็นสุข พบว่า มี 9 องค์ประกอบ ได้แก่ ลูกค้า สื่อสังคมออนไลน์และการตลาด องค์ความรู้ สินค้า ชุมชนและแรงงานในชุมชน การบริการ ทุน เครือข่าย การสร้างตราสินค้า องค์ประกอบในการ ขับเคลื่อนให้เกิดความยั่งยืน ได้แก่ ความเกื้อหนุนพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน อันจะทำให้เกิดความ สมดุลทั้งส่วนของผู้ให้บริการและผู้รับบริการ เพราะการจัดกิจกรรมงานวิ่งนั้น ไม่เพียงแต่ก่อให้เกิด มูลค่าเพิ่มให้แก่กิจกรรมงานวิ่งในฐานะผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยวเชิงกีฬาของชุมชน หรือก่อให้เกิดการ จ้างงาน สร้างรายได้เพิ่มขึ้น ในช่วงระยะเวลาของการจัดงานเท่านั้น แต่ยังสร้างผลลัพธ์ที่ดีต่อสังคม ทำให้เกิดการพัฒนาชุมชนโดยชุมชนได้อย่างยั่งยืน ผลการพัฒนารูปแบบและแนวทางการบริหารจัดการความปลอดภัยในการจัดมหกรรมงานวิ่ง (Sport Event) เพื่อยกระดับศักยภาพการท่องเที่ยวเชิงกีฬาของประเทศไทย พบว่า รูปแบบการ บริหารจัดการความปลอดภัยในกิจกรรมการวิ่งในระดับชุมชน ควรใช้ระบบภาคีเครือข่ายเข้ามามีส่วน ร่วมในการจัดงานในด้านการบริหารจัดการความปลอดภัยในงานวิ่ง ผนวกกับการนำเทคโนโลยีที่ใช้ใน ชีวิตประจำวันมาประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการความปลอดภัย เช่น แอพพลิเคชั่นไลน์ เฟสบุ๊ค ระบบจีพีเอส รวมไปถึงการสร้างเครือข่ายจากหน่วยงานที่มีองค์ความรู้ และมีทรัพยากรบุคคลที่มี ความเหมาะสมกับงาน ทั้งในด้านผู้จัดกิจกรรม นักวิ่ง หน่วยงานภาครัฐที่มีความเกี่ยวข้อง อาทิเช่น โรงพยาบาล โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล สถาบันการศึกษา จะช่วยให้การดำเนินการจัดงาน วิ่งมีการบริหารจัดการได้ความปลอดภัยที่ดี ส่งผลให้งานออกมาอย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างความ เชื่อมั่นให้กับนักวิ่งที่เข้ามาร่วมกิจกรรม พัฒนารูปแบบการสื่อสารการตลาดเชิงประสบการณ์ในการจัดกิจกรรมการวิ่งในบริบทของประเทศ ไทย พบว่า การจัดการประสบการณ์ลูกค้า (Customer Experience Management) เป็นวิธีการที่ องค์การพยายามสร้างความประทับใจโดยการออกแบบจุดสัมผัสบริการที่ลูกค้าต้องประสบพบเจอ เพื่อเข้าไปมีส่วนร่วมตามเส้นทางการบริโภคของลูกค้าตั้งแต่ขั้นตอนก่อนการตัดสินใจซื้อหรือรับ บริการ ขั้นตอนระหว่างการรับบริการ และภายหลังจากที่ได้รับบริการ โดยมีเป้าหมายเพื่อทำให้ ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่ดี จึงต้องอาศัยการบริหารจัดการภายในองค์การให้มีความพร้อมในด้าน ต่าง ๆ เพื่อพัฒนาในเรื่องของสินค้าหรือการบริการ สภาพแวดล้อมของการให้บริการ และการส่ง มอบการบริการ เพื่อสนับสนุนให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ในการท่องเที่ยวกลายเป็นความทรงจำที่มี คุณค่าต่อชีวิต ข้อเสนอแนะเพื่อเป็นแนวทางในการออกแบบการสื่อสารการตลาดเชิงประสบการณ์ ท่องเที่ยวเชิงกีฬาด้วยกิจกรรมการวิ่งที่เหมาะสมเพื่อใช้ในการแข่งขันของประเทศไทยด้วยภูมิทัศน์ บริการที่เชื่อมโยงกับจิตวิญญาณท้องถิ่น ผสมผสานกับความเป็นเทศกาลงานวิ่ง เสริมด้วย ประสบการณ์พิเศษเฉพาะบุคคล ในการสื่อสารการตลาดเชิงประสบการณ์ในช่วงการแพร่ระบาดของ โควิด-19 ชุมชนท้องถิ่นควรมีการนำเสนอการท่องเที่ยวทิพย์ (Virtual Tours) ผ่านสื่ออนไลน์ เพื่อ นำนักท่องเที่ยวที่กำลังกักตัวสู่ประสบการณ์เที่ยว โดยใช้เทคโนโลยีดีจิทัล โดยมุ่งหวังสร้างการจดจำ และคาดหวังว่านักท่องเที่ยวที่ต้องการเดินทางมาสัมผัสกับสถานที่จริงในภายหลังเมื่อสถานการณ์ เอื้ออำนวย ผลการวิเคราะห์ผลตอบแทนทางสังคม (Social Return on Investment : SROI) ของการ พัฒนาการจัดการโซ่อุปทานการท่องเที่ยวเชิงกีฬาเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนด้วยกิจกรรมการวิ่งบนฐานวัฒนธรรมท้องถิ่น "จอมบึงโมเดล ครั้งที่ 35" โดยรวมทั้งหมดคิดเป็นมูลค่า 145.58 ล้านบาท แบ่ง ออกเป็นผลลัพธ์ด้านเศรษฐกิจ 18.05 ล้านบาท ด้านสังคม 123.87 ล้านบาท ผลลัพธ์ด้านสิ่งแวดล้อม 3.66 ล้านบาท เมื่อคำนวณโดยคิดเป็นผลลัพธ์ที่เกิดจากการลงทุนของงานวิ่ง สสส.จอมบึงมาราธอน ซึ่งเป็นพื้นที่โมตลตันแบบ ร้อยละ 20 พบว่า ผลตอบแทนต่อการลงทุนเท่ากับ 22.76