ถ่ายทอดองค์ความรู้วิจัย และนวัตกรรมของมหาวิทยาลัยบูรพาให้แก่ชุมชนในจังหวัดจันทบุรี กรณีศึกษา : น้ำหมักเปลือกมังคุดและเครื่องหั่นเนื้อทุเรียนแบบแท่ง
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
โครงการถ่ายทอดองค์ความรู้ วิจัย และนวัตกรรมของมหาวิทยาลัยบูรพาให้แก่ชุมชนจังหวัดจันทบุรี กรณีศึกษา : น้ำหมักเปลือกมังคุด และเครื่องหั่นเนื้อทุเรียนแบบแท่ง ทำการศึกษา ณ วิสาหกิจชุมชนผลิตเชื้อชีว ภัณฑ์และแปรรูป ตำบลสองพี่น้อง (C1) และวิสาหกิจชุมชนบ้านหนองฉวี ตำบลเขาบายศรี (C2) อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี รวบรวมข้อมูลโดยแบบสัมภาษณ์ในการวิจัยเชิงปริมาณ ซึ่งประกอบด้วย เพศ อายุ สถานภาพ สมรส สถานภาพในครัวเรือน ระดับการศึกษา อาชีพหลัก อาชีพรอง ประสบการณ์ และลักษณะของความเป็น เจ้าของ และเชิงคุณภาพ ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจ สุขภาพ และความสัมพันธ์ของครอบครัว จากลุ่มตัวอย่างจำนวน 30 ราย จากชุมชน C1 และ 32 ราย จากชุมชน C2 ทั้งก่อนและหลังเข้าร่วมโครงการ ระหว่างเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2563 ถึงเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2564 โดยมีการอบรมเชิงปฏิบัติการ แล้วนำข้อมูลมาวิเคราะห์เชิงปริมาณ กรณีศึกษาน้ำหมักเปลือกมังคุดพบว่า ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (73.33%) มีอายุ 51-60 ปี (40.00%) สถานภาพสมรส 73.33% ระดับการศึกษาประถมศึกษาหรือต่ำกว่า (33.3396) อาชีพหลักเป็นการเกษตร (100%) ไม่มีอาชีพรอง (70.00%) มีประสบการณ์ทำสวนมากกว่า 11 ปี 60% ทั้งหมดเป็นเจ้าของกิจการแบบไม่จด ทะเบียนบริษัท มีรายได้ 15,001-20,000 บาทต่อเดือน (43.33%) โดยมีทเรียนเป็นแหล่งของรายได้หลัก มีกำไร 50,000-300,000 บาทต่อปี (86.66%) ปัญหาที่พบบ่อยและสร้างความเสียหายของสวนทุเรียนคือโรครากเน่าโคน เน่า ซึ่งรักษาด้วยการใช้สารเคมี หลังเข้าร่วมโครงการ สมาชิกมีความพึงพอใจในภาพรวมสูงมากในประสิทธิภาพ ของน้ำหมักเปลือกมังคุด ทั้งด้านเศรษฐกิจ สมาชิกมีกำไรระหว่าง 300,0001 - 500,000 บาทต่อปีปีมีจำนวน เพิ่มขึ้น 26.67% และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นเนื่องจากลดอาการเจ็บป่วยและไม่มีผลต่อความสัมพันธ์ในครอบครัว กรณีศึกษาเครื่องหั่นเนื้อทุเรียนแบบแท่ง พบว่าส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (75.00%) มีอายุมากกว่า 51 ปี (75%) สถานภาพสมรส 62.50% มีการศึกษาส่วนใหญ่ (80%) ต่ำกว่าระดับอนุปริญญา/ปวส. โดยมีอาชีพ การเกษตร 100% และไม่มีอาชีพรอง (75.00%) มีประสบการณ์ในการทำทุเรียนแปรรูป 2-5 ปี (59.38%) ทั้งหมด เป็นเจ้าของกิจการแบบไม่จดทะเบียนบริษัท (10096) และทำภายในครอบครัว (93.75%) ส่วนใหญ่แปรรูปทุเรียน แบบทอดหรืออบ (84.38%) ซึ่งปัญหาที่พบบ่อยคือเครื่องมือหั่นทุเรียนแบบแผ่นมีราคาสูง (50.00%) และยังไม่มี เครื่องมือหั่นทุเรียนแบบแท่ง มีรายได้ 15,001-20,000 บาทต่อเดือน (50.00%) จากทุเรียนแปรรูปซึ่งมาจาก ทุเรียนทอดหรืออบเป็นหลัก มีกำไร 2,001- 5,000 บาทต่อเดือน (68.75%) พบอาการปวดหรือเมื่อเมื่อยล้าส่วน หลังจากการทำงาน รวมถึงเคยประสบอุบัติเหตุจากการทำงาน (34.37%) ภายหลังเข้าร่วมโครงการ สมาชิกมีความ พึงพอใจในภาพรวมสูงมากในประสิทธิภาพของเครื่องมือ ให้สมาชิกมีรายได้จากการจำหน่ายทุเรียนทอด 10,001-15,000 บาท จำนวนเพิ่มขึ้น 21.88% มีกำไร 5,001-10,000 บาทต่อเดือน จำนวนเพิ่มขึ้น 25.00% ลดอาการปวดหรือเมื่อยล้าจากการทำงานและอุบัติเหตุ และไม่มีผลกระทบต่อความสัมพันธ์ในครอบครัว