การพัฒนาระบบการบริหารจัดการด้านนันทนาการและการท่องเที่ยวในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติของประเทศไทย
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
แผนงานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเสนอแนะแนวทางการบริหารจัดการด้านนันทนาการและการท่องเที่ยวในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ประกอบด้วยการศึกษาใน 3 ส่วนหลัก ได้แก่ 1) การประเมินศักยภาพป่าสงวนแห่งชาติในการพัฒนาให้เป็นแหล่งนันทนาการ 2) การวิเคราะห์อุปสงค์และการแบ่งส่วนตลาดนักท่องเที่ยวในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ และ 3) การกำหนดแนวทางการพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติเพื่อการใช้ประโยชน์ทางด้านนันทนาการ ผลการศึกษาพบว่าจากพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ 122 แหล่ง ใน 85 ป่าสงวนแห่งชาติ พบว่าทรัพยากรนันทนาการในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติมีความหลากหลาย ทั้งทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรม นักท่องเที่ยวที่ไปท่องเที่ยวในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติส่วนใหญ่มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อพักผ่อนร่างกายและจิตใจเป็นหลัก นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 85 สนับสนุนให้มีการพัฒนาการท่องเที่ยวในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ โดยหากมีการพัฒนาการท่องเที่ยวเกิดขึ้นจะมีความเต็มใจจ่ายเพื่อสนับสนุนเฉลี่ยเท่ากับ 105.55 บาท/คน/ครั้ง ในส่วนของการพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวก พบว่า หลายพื้นที่มีการพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวก และระบบสาธารณูปโภคภายในพื้นที่เพื่อรองรับการประกอบกิจกรรมนันทนาการของนักท่องเที่ยวไปบ้างแล้ว แต่ขาดแผนพัฒนาปรับปรุง ซ่อมบำรุงรักษาสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ภายในพื้นที่ สำหรับความคิดเห็นของผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยว พบว่าผู้ประกอบการภาคเอกชน เห็นด้วยกับการพัฒนาการท่องเที่ยวในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ในการพัฒนาควรคำนึงถึงประเด็นผลกระทบต่อระบบนิเวศและสภาพแวดล้อมในพื้นที่ รวมถึงการกำหนดกฎระเบียบการใช้พื้นที่ให้ชัดเจน ข้อเสนอแนะแนวทางการบริหารจัดการด้านนันทนาการและการท่องเที่ยวในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ในแต่ละด้าน ได้แก่ 1) ด้านนโยบาย: กรมป่าไม้ควรมีการชี้แจงกฎระเบียบของการท่องเที่ยวในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติให้กับภาคส่วนต่างๆ ให้ชัดเจน และเร่งดำเนินการเตรียมความพร้อมด้านบุคลากรเพื่อรองรับการพัฒนาการท่องเที่ยว 2) ด้านกิจกรรมนันทนาการและการท่องเที่ยว: การพัฒนากิจกรรมนันทนาการในพื้นที่ควรเน้นจุดเด่นของพื้นที่ วิเคราะห์ศักยภาพของแต่ละแหล่งท่องเที่ยวให้เหมาะสมและสอดคล้องกับกลุ่มตลาด มีการประเมินขีดความสามารถการรองรับได้ของพื้นที่ และพัฒนาฐานข้อมูลกิจกรรมนันทนาการและการท่องเที่ยวในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ และเผยแพร่ให้กับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วน 3) ด้านส่งเสริมการมีส่วนร่วม: กำหนดรูปแบบที่ชัดเจนสำหรับกิจกรรมที่ให้ชุมชนท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาการท่องเที่ยวในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติได้ และจัดฝึกอบรมให้ความรู้แก่ชุมชนท้องถิ่นเกี่ยวกับการจัดการการท่องเที่ยวในพื้นที่ธรรมชาติ 4) การพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวก: ดำเนินการพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับการบริการขั้นพื้นฐานเพื่อสนับสนุนการประกอบกิจกรรมของผู้มาเยือนรวมถึงการพัฒนาระบบเส้นทางและการเข้าถึง การจัดการของเสียและขยะ แนวคิดในการออกแบบสิ่งอำนวยความสะดวกประเภทอาคารประยุกต์ใช้จากรูปแบบสถาปัตยกรรมพื้นถิ่น วัสดุท้องถิ่นที่เหมาะสม และ 5) ข้อเสนอแนะด้านการพัฒนาการตลาดและการประชาสัมพันธ์: ควรมีการยกระดับนักท่องเที่ยวให้สูงขึ้นจากที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เน้นการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อเว็บไซต์เครือข่ายสังคมเป็นหลัก และค่าธรรมเนียมในการเข้าท่องเที่ยวในพื้นที่ควรอยู่ในช่วง 50 - 100 บาท/คน/ครั้ง ในแผนงานวิจัยนี้นำเสนอแผนการจัดการด้านนันทนาการและการท่องเที่ยวของป่าสงวนแห่งชาติที่เป็นพื้นที่ตัวอย่าง จำนวน 3 พื้นที่ ได้แก่ 1) แหล่งท่องเที่ยวหินสามวาฬ ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าดงดิบกะลา ป่าภูสิงห์ และป่าดงสีชมพู จังหวัดบึงกาฬ 2) ป่าน้ำตกเขาอีโต้ ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าน้ำตกเขาอีโต้ จังหวัดปราจีนบุรี และ 3) จุดชมวิวทะเลหมอกอัยเยอร์เวง ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าเบตง จังหวัดยะลา