อิทธิพลของแหล่งไขมันในอาหารผสมครบส่วนต่อองค์ประกอบทางเคมีของน้ำนม กรดลิโนเลอิก ชนิด คอนจูเกตในน้ำนม และจุลินทรีย์ในกระเพาะรูเมนในโคนม
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การศึกษาอิทธิพลของแหล่งไขมัน ในอาหารผสมครบส่วน ต่อองค์ประกอบทางเคมีของน้ำนม กรดลิโนเลอิก ชนิดคอนจุเกตในน้ำนมและจุลินทรีย์ในกระเพาะรูเมนในโคนม ที่ได้ทำ ณ สาขาสัตวศาสตร์ คณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสกลนคร ซึ่งได้แบ่งออกเป็น 2 การทดลอง โดยการทดลองที่ 1 ได้ทำการศึกษาแหล่งของชนิดไขมัน (ไขสัตว์ น้ำมันทานตะวัน และน้ำมันถั่วเหลือง) 4 เปอร์เซ็นต์ ในสูตรอาหาร ต่อกระบวนการทำงานของจุลินทรีย์และกระบวนการเกิดแก๊สในกระเพาะหมัก ในโคนมเจาะกระเพาะเพศเมีย จำนวน 6 ตัว โดยใช้แผนการทดลอง 3 x 3 Latin square design. ส่วนการทดลองที่ 2 ได้ทำการศึกษาแหล่งของไขมัน (ไขสัตว์ น้ำมันทานตะวัน และน้ำมันถั่วเหลือง) 4 เปอร์เซ็นต์ ในสูตรอาหารข้น ต่อองค์ประกอบทางเคมีและกรดไขมันในน้ำนมของโคนม โดยใช้โคนมจำนวน 24 ตัว ที่มีน้ำนมเฉลี่ย 10 กิโลกรัม ต่อวัน โดยใช้แผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ Randomized Completely Block Design (RCBD) การทดลองที่ 1 พบว่า ไขสัตว์ น้ำมันทานตะวัน และน้ำมันถั่วเหลือง มีผลต่อปริมาณการกินได้ของโคนมเจาะกระเพาะเพศเมีย โดยพบว่ากลุ่มที่ได้รับการเสริมน้ำมันถั่วเหลืองมีอัตราการกินได้สูงสุด ตามด้วยกลุ่มที่ได้รับ น้ำมันทานตะวันและไขสัตว์ โดยมีค่าเท่ากับ 11.944 , 10.08, 9.25 กิโลกรัมแห้งต่อวัน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P<0.05) อัตราการเพิ่มน้ำหนักตัวในหน่วยของกรัมต่อกิโลกรัมเมแทบอลิซึม โตกลุ่มที่ได้รับน้ำมันถั่วเหลืองและไขสัตว์ มีแนวโน้มสูงกว่ากลุ่มที่ได้รับน้ำมันทานตะวัน มีค่าเท่ากับ 110 และ 102 กรัมต่อกิโลกรัมเมแทบอลิซึม (P<0.1) ส่วนกรดไขมันที่ระเหยได้ง่ายกรดโพพิโอนิก พบว่ากลุ่มที่ได้รับน้ำมันทานตะวันและน้ำมันถั่วเหลืองมีแนวโน้มเพิ่มกรดโพพิโอนิก (P<0.1) ซึ่งมีค่าอยู่ระหว่าง 12.3 – 13.0 ตามลำดับ แต่ไม่มีผลต่อกรดอะซิติกและกรดบิวทีริก แต่พบว่าน้ำมันทั้งสองกลุ่มนี้ยังมีผลกับค่าแอมโมเนียไนโตรเจนในของเหลวจากกรพาะรูเมน และ ค่า ความเป็นกรด – ด่าง แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P<0.05) นอกจากนี้ยังพบว่าไขมันทั้งสามชนิดมีผลต่อจำนวนประชากรจุลินทรีย์ในกระเพาะรูเมนโดยวีธีการเพาะเลี้ยงเชื้อ พบว่ามีผลต่อจุลินทรีย์กลุ่มที่ย่อยแป้ง โดยกลุ่มที่ได้รับการเสริมน้ำมันทานตะวันมีการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์สูงสุด อยู่ที่ 4.57 x 106 โคโลนีต่อมิลลิลิตร แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับกลุ่มอื่น (P<0.05) และยังพบว่าโคกลุ่มนี้มีอัตราการผลิตแก๊สต่ำสุด การทดลองที่ 2 พบว่า แหล่งของไขสัตว์ น้ำมันทานตะวัน และน้ำมันถั่วเหลืองมีผลต่อปริมาณการกินได้ของโคนมที่กำลังให้น้ำนม โดยเพิ่มปริมาณการกินได้ของโคนมกลุ่มที่ได้รับการเสริมน้ำมันถั่วเหลืองสูงที่สุดแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P<0.05) กับกลุ่มที่ได้รับไขสัตว์ นอกจากนี้ยังพบว่ากลุ่มที่ได้รับการเสริมน้ำมันทานตะวันมีผลต่อปริมาณไขมันในน้ำนม และของแข็งที่ไม่รวมไขมันในน้ำนม ส่งผลให้โคกลุ่มนี้มีปริมาณไขมันในน้ำนมสูงแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P<0.05) กับกลุ่มที่ได้รับน้ำมันถั่วเหลือง แต่แหล่งของไขมันจากอาหารทั้ง 3 ชนิด ไม่มีผลต่อปริมาณน้ำนม โปรตีนในน้ำนม ของแข็งทั้งหมด และปริมาณกรดไขมันคอนจูเกต ลิโนเลอิก ในน้ำนมของโคนม