ความเป็นไปได้ในการจัดทำแผนที่อาชญากรรม [Crime Mapping] ในประเทศไทย
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเป็นไปได้และแนวทางในการนำแผนที่ อาชญากรรม (Crime Mapping) มาใช้ในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมในประเทศไทย โดยมีการศึกษาแนวคิด ทฤษฎี หลักการ รูปแบบ และวิธีการทำแผนที่อาชญากรรมทั้งในและ ต่างประเทศ ซึ่งหน่วยงานตำรวจในหลายประเทศทั่วโลกได้นำเทคนิคของแผนที่อาชญากรรม การวิเคราะห์อาชญากรรม (Crime Analysis) และนำข้อมูลทางภูมิศาสตร์มาประยุกต์ใช้เพื่อให้การปฏิบัติงานด้านการบังคับใช้กฎหมายมีประสิทธิภาพสูงขึ้น วิธีการศึกษาในครั้งนี้ใช้วิธีวิจัยเชิงสำรวจ(Survey Research) และเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) เพื่อให้ได้ข้อมูลและความเชื่อมโยงของข้อมูลกับหลักการและแนวคิดทฤษฎีทางอาชญาวิทยาที่เกี่ยวข้อง รูปแบบการศึกษาประกอบด้วยการวิเคราะห์เอกสาร (Documentary Analysis) การสัมภาษณ์แบบเจาะลึก (In-depth Interview)การศึกษาดูงาน (Study Tour) การจัดประชุมสัมมนากลุ่มย่อย (Focus Group) และการจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการ (Public Hearing) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลเป็นแบบสัมภาษณ์ที่มีโครงสร้าง(Structured Interview Questionnaire) การศึกษาพบว่าทฤษฎีอาชญาวิทยาที่เกี่ยวข้องกับสาเหตุของอาชญากรรมมีอยู่หลาย ทฤษฎี ได้แก่ ทฤษฎีมนุษย์นิเวศวิทยา (Theory of Human Ecology) ทฤษฎีวงรอบ (Concentric Circles Theory) ทฤษฎีกิจวัตรประจำวัน (Routine Activity Theory) ทฤษฎีการป้องกันอาชญากรรมหรือข่มขู่ยับยั้ง (Deterrence Theory) ทฤษฎีการป้องกันอาชญากรรมโดยสภาพแวดล้อม (Theory o fCrime Prevention Through Environmental Design) และทฤษฎีรูปแบบอาชญากรรม (Crime Pattern Theory) ทฤษฎีเหล่านี้เป็นประโยชน์ในการประยุกต์ใช้แผนที่อาชญากรรมเพื่อให้การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมได้ผลโดยผ่านกระบวนการของการวิเคราะห์อาชญากรรม ทั้งนี้แผนที่อาชญากรรมสามารถนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์อาชญากรรมได้ แผนที่อาชญากรรมเป็นกระบวนการที่นำเอาระบบภูมิศาสตร์สารสนเทศ (Geographic Information System หรือ GIS)มาใช้เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลในเชิงพื้นที่ (Spatial Data) เกี่ยวกับปัญหาอาชญากรรมและปัญหาอื่น ๆ ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องการแก้ไข ทำให้สามารถระบุพื้นที่ซึ่งมีปัญหาอาชญากรรมเกิดสูง (Hot Spot)สามารถคาดการณ์แนวโน้มของอาชญากรรม และวางแผนเพื่อการป้องกันอย่างมีประสิทธิภาพแผนที่อาชญากรรมและการวิเคราะห์อาชญากรรมทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าใจถึงปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมที่มีผลต่ออัตราการเกิดอาชญากรรม โดยระบบภูมิศาสตร์สารสนเทศเป็นระบบที่ถูกจัดทำขึ้นเพื่อใช้ในการทำงานกับข้อมูลในเชิงพื้นที่ โดยอาศัยเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ ทำให้สามารถ รวบรวม (Capture) รักษา (Store) วิเคราะห์ (Analyze) และค้นหา (Query) ข้อมูลในเชิงพื้นที่ (Spatial Data) ตามความต้องการในการใช้งาน