กำลังโหลดข้อมูล…
Search for a command to run...
แผนงานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างต้นแบบนวัตกรรมสำหรับการจัดการกับปัญหาอาชญากรรมรูปแบบใหม่ที่เกิดขึ้นในช่วงวิกฤติการณ์ทางสังคม ตามแนวคิด “กระบวนการยุติธรรม 5G” ซึ่งประกอบไปด้วย 6 โครงการย่อยที่ผสมผสานวิธีวิจัยทั้งในเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ภายใต้กรอบการวิจัย 4 ด้าน ได้แก่ 1) การสำรวจสถิติอาชญากรรมและการวิเคราะห์แนวโน้มความรุนแรงของผู้ตกเป็นเหยื่ออาชญากรรม 2) การยกระดับมาตรการทางกฎหมายและมาตรการทางสังคม 3) การพัฒนานวัตกรรมทางเทคโนโลยีให้เท่าทันกับอาชญากรรมที่เกิดขึ้น และ 4) การสร้างมาตรฐานการปฏิบัติงานและบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องผลสำเร็จจากการดำเนินงาน พบว่า สถิติสูงสุด 3 อันดับแรกของอาชญากรรมที่เกิดขึ้นในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 (พ.ศ. 2563 - 2565) ได้แก่ คดีฉ้อโกง ร้อยละ 76.44 รองลงมา คือ คดียาเสพติด ร้อยละ 66.64 และอาชญากรรมไซเบอร์ ร้อยละ 62.75 จากสถิติดังกล่าวแสดงถึงความรุนแรงของอาชญากรรมที่ควรเร่งแก้ไข จึงนำไปสู่การยกระดับมาตรการทางกฎหมายและมาตรการทางสังคม ซึ่งจากการศึกษาข้อกฎหมายที่เป็นอุปสรรคในการดำเนินคดีอาชญากรรมรูปแบบใหม่ในช่วงการแพร่ระบาดของ COVID-19 พบว่า กฎหมายที่บังคับใช้ในปัจจุบันไม่สอดรับกับอาชญากรรมที่มีการพัฒนาเปลี่ยนรูปแบบมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น ผู้กระทำความผิดมีความเฉลียวฉลาด และมีความรู้ทางเทคโนโลยี และเทคนิคที่มีประสิทธิภาพสูงในการกระทำความผิด และยากแก่การสืบสวน นำไปสู่การเสนอแนวทางการแก้ไขกฎหมายจำนวน 3 ฉบับ ได้แก่ ร่างพระราชบัญญัติการพนัน ร่างพระราชบัญญัติการค้ามนุษย์ และร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว รวมถึงการพัฒนานวัตกรรมทางเทคโนโลยีต้นแบบขึ้น 3 โปรแกรม ได้แก่ 1) โปรแกรม Criminal Analytics and Classification Program ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่จะช่วยอำนวยความสะดวกในการจัดการข้อมูลทางคดีของเจ้าหน้าที่ตำรวจ 2) โปรแกรม CRIME-BOT เป็นช่องทางการให้คำปรึกษาและช่วยเหลือผู้เสียหายจากอาชญากรรมในช่วงสถานการณ์วิกฤติ และ 3) โปรแกรม Crime Tracking เป็นโปรแกรมการติดตามความคืบหน้าของคดี อย่างไรก็ตาม การจัดการกับปัญหาอาชญากรรมจะไม่สามารถดำเนินการได้เพียงหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง จึงได้จัดทำ SOP มาตรฐานการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งถอดบทเรียนมาจากความสำเร็จของการจัดการปัญหาอาชญากรรมในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ทั้งในระดับนโยบายและระดับปฏิบัติการสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ได้ส่งผลให้การเกิดอาชญากรรมมีรูปแบบที่เปลี่ยนไปจากช่วงสถานการณ์ปกติ การรับมือกับอาชญากรรมรูปแบบต่างๆ ทั้งในมิติการบังคับใช้กฎหมายของเจ้าหน้าที่รัฐและการป้องกันตนเองของประชาชน จึงต้องปรับตัวให้เท่าทันต่อความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอยู่เสมอ สิ่งสำคัญที่สุด เมื่อผ่านพ้นวิกฤติต่างๆ ไปได้แล้ว บทเรียนที่ได้รับจะต้องเป็นเกราะป้องกันหรือวัคซีนที่จะสร้างภูมิคุ้มกันเมื่อเกิดวิกฤตการณ์อื่นๆ ในอนาคต ผลสำเร็จจากการบริหารแผนงานวิจัยนี้ จึงเป็นต้นแบบนวัตกรรมที่จะสามารถนำไปปรับใช้ได้ในทุกสถานการณ์ทางสังคม ไม่ว่าในอนาคตสังคมจะต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์ที่รุนแรงเพียงใดก็ตาม