โครงการวิจัยการพัฒนาเนื้อหาสำหรับปัญญาประดิษฐ์ที่ให้คำปรึกษาต้านการบริหารงานท้องถิ่น
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
ในปัจจุบันการให้ความช่วยเหลือหรือให้บริการทางกฎหมายของหน่วยงานที่ให้บริการนั้น มีข้อจำกัดหลากหลายประการ เช่น ความล่าช้าในการตอบคำถามจากผู้เชี่ยวชาญ,ความรู้ของผู้ที่ให้คำตอบ, ข้อจำกัดด้านเวลา และความสม่ำเสมอของการให้คำตอบ เนื่องด้วยผู้ตอบคำถามมีปัจจัยแวดล้อมที่อาจทำให้คำตอบมีการเปลี่ยนแปลงได้ ด้วยเหตุนี้การงานวิจัยในระยะที่หนึ่งของสถาบันพระปกเกล้าจึงได้ริเริ่มศึกษาวิจัยกระบวนการในการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์มาช่วยในการตอบคำถามด้านกฎหมาย และได้ต้นแบบของ Chatbot อันเป็นผลจากการศึกษาวิจัยนั้น แต่เนื่องด้วยข้อจำกัดทางด้านข้อมูลและระยะเวลา ทำให้ Chatbot ที่ได้ยังไม่สามารถที่จะใช้งานจริงได้ และจากผลงานวิจัยในระยะที่หนึ่งที่ได้กำหนดกระบวนการพัฒนา Chatbot ไว้ จึงได้เป็นแนวทางการทำงานต่อยอดของ Chatbot ในระยะที่สอง ซึ่งเป็นผลให้ Chatbot ในระยะที่สองสามารถครอบคลุมขอบเขตของกฎหมายมากขึ้น โดยสามารถบรรจุคำถามคำตอบที่มาจากคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดถึงห้าสิบสองคดี โดยมีขอบเขตอยู่ที่สามกลุ่มของกฎหมายการการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ได้แก่คำถามเกี่ยวกับความชอบไม่ชอบด้วยกฎหมาย, คุณสมบัติของผู้เข้าประกวดราคา และการยกเลิกการจัดซื้อจัดจ้าง ทั้งนี้ยังสามารถรวมถึงระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างพัสดุภาครัฐพ.ศ. 2560 และบางส่วนของคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับขอบเขตของกลุ่มกฎหมายตั้งต้นอีกด้วยอนึ่งในช่วงกลางของงานวิจัยได้มีเหตุโรคระบาดโควิด19 ทำให้การเก็บข้อมูลจากผู้ใช้งานเป้าหมายต้องมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบจากการจัด Focus Group กลายเป็นการประชุมทางไกลแทน แต่กลับพบว่าไม่ได้เป็นอุปสรรคในการเก็บข้อมูลแต่อย่างใด เหตุด้วยเป็นเพราะจะต้องจัดการประชุมเป็นกลุ่มเล็ก ทำให้การดำเนินการเป็นไปอย่างใกล้ชิดทำให้ผู้ใช้งานเป้าหมายสามารถเข้าใจและให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี กลับกันกลับพบว่าวิธีการนี้ไม่มีประสิทธิภาพหากจะใช้เพื่อทำการทดสอบ Chatbot เนื่องด้วยอาจจะต้องเข้าไปดูแลและช่วยเหลือผู้ใช้งานเป้าหมายที่ไม่เคยใช้ระบบมาก่อนอย่างใกล้ชิดจึงจะมีประสิทธิภาพมากกว่าในการวิจัยระยะที่สอง ทีมนักวิจัยได้ดำเนินการตามแนวทางที่เป็นผลการศึกษามาจากระยะที่หนึ่ง โดยในขั้นแรก ได้มีการจัดประชุมกับทางทีมผู้บริหารเพื่อกำหนดแนวทางและขอบเขตอย่างชัดเจน พร้อมทั้งมีการกำหนดตัวผู้เชี่ยวชาญอย่างชัดเจน ได้แก่ ทีมงานกฎหมายจากศาลปกครอง, เจ้าหน้าจากกรมบัญชีกลาง และเจ้าหน้าที่จากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อีกด้วย ทั้งนี้ทางทีมนักวิจัยได้มีการปรับปรุงแผนภูมิของบทสนทนาในรูปแบบที่ใช้งานง่ายขึ้น และสามารถแปลงเข้าสู่เครื่องมือ Dialogflow ได้สะดวกมากขึ้น สามารถเข้าถึงบทสนทนาได้เร็วขึ้น ทำให้สามารถเข้าไปแก้ไข หรือสอน Chatbot เพิ่มเติมได้อย่างรวดเร็ว ทั้งยังสามารถทำให้การทดสอบ Chatbot เป็นระบบมากขึ้น ทางทีมนักวิจัยได้พัฒนากระบวนการทดสอบระบบ Chatbot ขึ้น ทำให้การทดสอบมีประสิทธิภาพมากขึ้น และได้ Chatbot ที่มีคุณภาพสูงขึ้นกว่างานในระยะแรกมาก นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสให้มีการขยาย หรือเพิ่มเติมกฎหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วยในงานวิจัยระยะที่สองนี้ ทีมงานนักวิจัยยังศึกษาการสร้าง Web Chat ที่ผนวกกับตัวChatbot ที่สร้างขึ้นมาได้ โดยใช้ตัว Agent เดียวกันกับช่องทาง LINE ได้ โดยได้ผลเป็นที่น่าพอใจแม้ว่าลูกเล่นของ Web Chat จะสามารถทำได้น้อยกว่ารูปแบบบน LINEข้อจำกัดของงานวิจัยในระยะที่สองจะอยู่ที่สถานการณ์จากโควิด19 ที่ทำให้การทดสอบ Chatbot เป็นไปได้อย่างไม่มีประสิทธิภาพนัก หากได้มีการจัด Focus Group อย่างใกล้ชิดน่าจะทำให้ได้ Chatbot ที่มีประสิทธิภาพมากกว่านี้ และหากได้ความร่วมมือจากกรมบัญชีกลางที่มีความรู้เรื่องการตอบคำถามที่เกี่ยวกับระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างพัสดุภาครัฐมาร่วมทีมให้ข้อมูลด้วยน่าจะทำให้มีข้อมูลของคดีที่ไม่ได้ขึ้นสู่ศาลซึ่งมีจำนวนมากกว่าคดีจากศาลปกครองมากเข้าสู่ฐานข้อมูลของ Chatbot มากขึ้น ซึ่งจะเป็นผลให้ Chatbot มีความฉลาดมากขึ้นอีกด้วยข้อเสนอแนะในการพัฒนาระบบระยะถัดไป คือการรวบรวมทีมนักวิจัย และผู้เชี่ยวชาญให้มากขึ้น เพื่อให้สามารถทำงานได้หลายหัวข้อมากขึ้นในเวลาเดียวกัน โดยผู้เชี่ยวชาญอาจขอความร่วมมือจากทางกรมบัญชีกลางให้มาอยู่ในทีมพัฒนา Chatbot ด้วยเพื่อเพิ่มความรู้ความสามารถของ Chatbot และอาจจะนำ Chatbot ไปใช้แทนเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลระบบ Facebookได้อีกด้วย