“กระบวนการมีส่วนร่วมในการถ่ายทอดภูมิปัญญาท้องถิ่นของปู่ย่าตายาย ในศูนย์พัฒนาเด็กปฐมวัย ตามเขตแนวชายแดนไทย – กัมพูชา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ”
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
บทคัดย่อ การศึกษากระบวนการจัดการศึกษาแบบมีส่วนร่วมในการถ่ายทอดภูมิปัญญาท้องถิ่นของปู่ย่าตายายในศูนย์พัฒนาเด็กปฐมวัย ตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง มีผลการวิจัย ดังนี้ 1. สภาพการถ่ายทอดภูมิปัญญาท้องถิ่นของปู่ย่าตายายในศูนย์พัฒนาเด็กปฐมวัย ตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ทั้ง 4 จังหวัด 10 อำเภอๆละ 5 แห่ง ประกอบด้วย จังหวัดบุรีรัมย์ ได้แก่ อำเภอบ้านกรวด และ อำเภอละหานทราย จังหวัดสุรินทร์ ได้แก่ อำเภอบัวเชด อำเภอกาบเชิง อำเภอสังขะ และ กิ่งอำเภอพนมดงรัก จังหวัดศรีสะเกษ ได้แก่ อำเภอภูสิงห์ อำเภอขุนหาญ และ อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดอุบลราชธานี ได้แก่ อำเภอน้ำยืน ผู้วิจัยได้แบ่งประเภทภูมิปัญญาท้องถิ่นออกเป็น 9 ด้าน ได้แก่ เกษตรกรรม อุตสาหกรรมและหัตถกรรม การแพทย์แผนไทย การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กองทุนและธุรกิจชุมชน ศิลปกรรม ภาษาและวรรณกรรม ปรัชญา ศาสนา และประเพณี และโภชนาการ แต่ในศูนย์พัฒนาเด็กปฐมวัยทั้ง 10 อำเภอ ปู่ย่าตายายได้มามีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมให้กับเด็ก 6 ด้าน คือ เกษตรกรรม อุตสาหกรรมและหัตถกรรม ศิลปกรรม ภาษาและวรรณกรรม ปรัชญา ศาสนา และประเพณี และโภชนาการ 2. เพื่อศึกษารูปแบบกระบวนการจัดการศึกษาแบบมีส่วนร่วมในการถ่ายทอดภูมิปัญญาท้องถิ่นของปู่ย่าตายายในศูนย์พัฒนาเด็กปฐมวัย ตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง พบว่า 2.1 รูปแบบกระบวนการเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นทั้ง 6 ด้าน ในด้านการนำภูมิปัญญาท้องถิ่นไปใช้ด้านหลักสูตร พบว่า ศูนย์พัฒนาเด็กนำความรู้เรื่องภูมิปัญญาท้องถิ่นมาจัดทำเป็นหลักสูตรการเรียนรู้ให้แก่เด็ก มากที่สุด ส่วนการนำความรู้เรื่องภูมิปัญญาท้องถิ่นมารวบรวมจัดทำเป็นหลักสูตรการเรียนรู้ให้แก่เด็ก อยู่ในระดับปานกลาง สำหรับการให้ปู่ย่าตายายมีส่วนร่วมในการนำความรู้เรื่องภูมิปัญญาท้องถิ่นมาจัดทำเป็นหลักสูตรการเรียนรู้ให้แก่เด็กส่วนใหญ่อยู่ในเกณฑ์น้อยที่สุด 2.2 การนำภูมิปัญญาท้องถิ่นไปใช้ด้านการเป็นวิทยากร พบว่าการเชิญปู่ย่าตายายมาให้ความรู้เรื่องภูมิปัญญาท้องถิ่นแก่บุคลากรในศูนย์ อยู่ในเกณฑ์น้อย ส่วนการเชิญปู่ย่าตายายมาให้ความรู้เรื่องภูมิปัญญาท้องถิ่นแก่เด็กปฐมวัยในศูนย์ อยู่ในระดับปานกลาง และการนำเด็กปฐมวัยในศูนย์ไปเรียนรู้เรื่องภูมิปัญญาท้องถิ่นกับปู่ย่าตายายที่บ้าน ส่วนใหญ่อยู่ในระดับปานกลางเช่นกัน 2.3 การนำภูมิปัญญาท้องถิ่นไปใช้ด้านรูปแบบและการถ่ายทอด พบว่าปู่ย่าตายายใช้รูปแบบการถ่ายทอดแบบปฏิบัติมากที่สุด รองลงมาคือ การถ่ายทอดแบบบรรยาย การถ่ายทอดแบบกลุ่มใหญ่ ตามมาด้วยการถ่ายทอดแบบตัวต่อตัว และการถ่ายทอดแบบกลุ่มเล็ก ตามลำดับ 2.4 การนำภูมิปัญญาท้องถิ่นไปใช้ด้านการเป็นแหล่งเรียนรู้ พบว่า ศูนย์พัฒนาเด็กปฐมวัยส่วนใหญ่ ได้ขอความร่วมมือจากปู่ย่าตายายที่มีความรู้ในเรื่องภูมิปัญญาท้องถิ่นในการเป็นแหล่งเรียนรู้ในระดับปานกลาง ส่วนการรวบรวมรายชื่อและข้อมูลของปู่ย่าตายายที่มีความรู้ในเรื่องภูมิปัญญาท้องถิ่นส่วนใหญ่อยู่ในระดับน้อย 3. การสร้างหลักสูตรท้องถิ่นจากการมีส่วนร่วมในการถ่ายทอดภูมิปัญญาท้องถิ่นของปู่ย่าตายายในศูนย์พัฒนาเด็กปฐมวัย ตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่างพบว่า 3.1 การดำเนินการสร้างหลักสูตรท้องถิ่น ได้จัดทำในขั้นตอน การสร้างหลักสูตรฉบับยกร่าง ผู้วิจัยได้ดำเนินการ โดยเริ่มจากการสำรวจข้อมูลพื้นฐาน ซึ่งจากการสอบถามครูในศูนย์พัฒนาเด็กปฐมวัยตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่างจำนวน 50 คน พบว่า ปู่ย่าตายายที่เข้ามามีบทบาทในการถ่ายทอดภูมิปัญญาท้องถิ่น จาก 9 ด้าน มีเพียง 6 ด้าน คือ ด้านเกษตรกรรม ด้านอุตสาหกรรมและหัตถกรรม ด้านศิลปกรรม ด้านภาษาและวรรณกรรม ด้านปรัชญา ศาสนา และประเพณี และด้านโภชนาการ ในแต่ละด้านครูได้เสนอแนะรายการจัดกิจกรรมที่มีคะแนนสูงสุด 3 รายการแล้วลงคะแนนเรียงลำดับความสำคัญ อันดับ 1-3 นำมาสร้างหลักสูตรท้องถิ่น จำนวน 6 หน่วยๆละ 5 วัน คือ หน่วยการทำนา หน่วยการทอผ้าไหม หน่วยการปั้นของเล่นเด็กจากดินเหนียว หน่วยนิทานพื้นบ้าน หน่วยวันเข้าพรรษา และหน่วยขนมข้าวต้ม 3.2 การประเมินความเหมาะสมความสอดคล้องของหลักสูตรท้องถิ่น ผู้วิจัยและคณะได้ร่างหลักสูตรตามข้อมูลพื้นฐานโดยมีโครงสร้างประกอบด้วย หลักการ จุดมุ่งหมาย โครงสร้าง ระยะเวลาในการจัดประสบการณ์ แนวการจัดประสบการณ์ และเอกสารประกอบหลักสูตร จากนั้นจึงให้ผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 3 ท่าน ตรวจสอบคุณภาพของหลักสูตร ซึ่งพบว่า ด้านเนื้อหาสาระช่วยให้การเรียนการสอนบรรลุตามจุดมุ่งหมาย ด้านการเรียนการสอนสามารถนำมาใช้กับเด็กปฐมวัยได้อย่างเหมาะสม ด้านสื่ออุปกรณ์ช่วยส่งเสริมให้การเรียนการสอนบรรลุตามจุดมุ่งหมาย ระยะเวลาที่ใช้มีความเหมาะสม (ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 4.28) ส่วนสภาพความต้องการมีเหตุผลที่สมควรจะพัฒนา ด้านสภาพความต้องการและความจำเป็นตรงกับสถานการณ์จริงในสังคมมีความเหมาะสม (ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 4.23) จุดมุ่งหมายของหลักสูตรมีความชัดเจน เนื้อหาครอบคลุมทักษะที่จำเป็นในการเรียนรู้ วิธีการวัดผลประเมินผลสามารถตรวจสอบการบรรลุจุดมุ่งหมายของหลักสูตรได้ (ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 4.14) และด้านหลักการของหลักสูตรมีความเหมาะสมสามารถนำไปใช้ได้จริง (ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 4.00) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานอยู่ระหว่าง 0.48-0.89 และผลการวิเคราะห์ความสอดคล้องของหลักสูตรมีค่าตั้งแต่ 0.71-1.0