Command Palette

Search for a command to run...

กลับไปผลการค้นหา
รายงานฉบับสมบูรณ์พ.ศ. 2563

การจัดการความรู้เพื่อพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวในชุมชนดอยผาหมี วนอุทยานถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน จังหวัดเชียงราย

น้ำทิพย์ เสมอเชื้อ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) พ.ศ. 2563

ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)

บทคัดย่อ

<p><strong>ที่มาและความสำคัญ</strong></p> <p> การท่องเที่ยวมีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศไทยอย่างยิ่ง โดยเฉพาะทางด้านเศรษฐกิจและทางด้านสังคม ไม่ว่าจะเป็นการสร้างงาน การกระจายรายได้ สำหรับในด้านสังคม การท่องเที่ยวถือเป็นกิจกรรมที่ก่อให้เกิดการพัฒนาด้านสาธารณูปโภค เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต รวมถึงการช่วยให้ชุมชนท้องถิ่นสามารถฟื้นฟูและอนุรักษ์ทรัพยากรทางธรรมชาติ และทรัพยากรทางวัฒนธรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้การท่องเที่ยวยังช่วยให้นำประสบการณ์ของนักท่องเที่ยว มาปรับใช้ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตและสังคม ประเทศไทยได้ตระหนักถึงความสําคัญของการท่องเที่ยวในฐานะเป็นกลไกหลักในการช่วย รักษาเสถียรภาพและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยจึงได้กำหนดนโยบายเพื่อการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง สำหรับแผนพัฒนาการท่องเที่ยวแห่งชาติ ฉบับที่ 2 พ.ศ.2560-2564 ยังคงมุ่งส่งเสริมการท่องเที่ยวให้สามารถสร้างรายได้ให้กับประเทศไทยอย่างยั่งยืน และเน้นการประจายรายได้จากการท่องเที่ยวสู่ชุมชน (Inclusive Tourism) ผ่านการนำเสนอความหลากหลายของอัตลักษณ์ไทย ควบคู่ไปกับการเน้นรักษาทรัพยากรแหล่งท่องเที่ยว พร้อมกับการสร้างความชัดเจนในบทบาทของหน่วยงานด้านการท่องเที่ยว ทั้งนี้ ได้กำหนดวิสัยทัศน์การท่องเที่ยวไทย พ.ศ.2579 (วิสัยทัศน์ 20 ปี) ไว้ว่า &ldquo;ประเทศไทยเป็นแหล่งท่องเที่ยวคุณภาพชั้นนำของโลก ที่เติบโตอย่างมีดุลยภาพบนพื้นฐานความเป็นไทย เพื่อส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และกระจายรายได้สู่ประชาชนทุกภาคส่วนอย่างยั่งยืน&rdquo; (การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, ระบบออนไลน์) จะเห็นได้ว่าการพัฒนาการท่องเที่ยวของประเทศไทย มุ่งเน้นการเติบโตอย่างมีดุลยภาพ โดยการสร้างโอกาส กระจายรายได้ และการรักษาทรัพยากรแหล่งท่องเที่ยว</p> <p> แนวคิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน เกิดขึ้นในช่วง 1980 ในการประชุมสุดยอดแห่งสหประชาชาติ (UNCED) ที่เรียกกันว่า Rio de Janeiro Earth Summit ในวันที่ 3-14 มิถุนายน 2535 เพื่อหาแนวทางการพัฒนาร่วมกันหลังสงครามเย็น โดยประเด็นความยั่งยืนนั้น ถือเป็นประเด็นที่เกินกำลังสำหรับประเทศสมาชิกหากต้องดำเนินการเพียงลำพัง การประชุมครั้งนี้ จึงเกิดขึ้นเพื่อสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิก และในปี 2012 ก็ได้มีการจัดประชุม &ldquo;The United Nations Conference on Sustainable Development&rdquo; ที่จัดขึ้น 13-22 มิถุนายน 2555 โดยมีเป้าหมายเพื่อควบคุมการผลิตที่ก่อให้เกิดสารพิษ พลังงานทางเลือก การลดมลพิษของขนส่งสาธารณะ และการใช้งานแหล่งน้ำที่มีอยู่จำกัด ซึ่งผลสำเร็จของการจัดประชุมครั้งนี้คือการสร้างข้อตกลง &ldquo;Climate Change Convention&rdquo; ที่นำไปสู่ Kyoto protocol และ Paris Agreement สำหรับประเทศไทย ก็ได้นำแนวคิดเกี่ยวกับความยั่งยืนมาปรับใช้ในแผนเช่นเดียวกัน โดยการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนได้เริ่มกล่าวถึงในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 8 (2540-2544) ไม่เพียงแต่มุ่งเน้นด้านเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังเน้นการพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติ และพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนอีกด้วย</p> <p> จากการสำรวจเบื้องต้นของงานศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว พบว่า จากการศึกษาประเด็นที่หลากหลายไม่ว่าจะเป็น รูปแบบการท่องเที่ยว การบริหารจัดการ การส่งเสริมการท่องเที่ยว ตั้งแต่การเริ่มต้นสร้าง พัฒนา ต่อยอด หรือกระบวนการอนุรักษ์ ฟื้นฟู รักษา นำสู่ความยั่งยืน ซึ่งถือเป็นหนึ่งกระแสหลักของการวิจัยด้านการท่องเที่ยว ที่ดำเนินการศึกษาทั้งในหลายพื้นที่ พื้นที่เดียว หรือการศึกษาเชิงเปรียบเทียบ พบว่า ผลที่ได้จากการศึกษาวิจัยนั้น ไม่สามารถสร้างให้เกิดผลลัพธ์ที่เห็นได้ชัดเจนต่อพื้นที่ศึกษา หรือการไม่เห็นองค์ความรู้ที่สามารถนำไปปฏิบัติเพื่อการพัฒนาต่อยอดได้ เกิดความสูญเปล่าจากการไม่ได้นำชุดความรู้มาขับเคลื่อนกลไกการท่องเที่ยวในระดับต่างๆ <strong>ดังนั้นงานวิจัยฉบับนี้จึงมุ่งเน้นที่การสังเคราะห์และรวบรวมองค์ความรู้จากงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว ซึ่งถือเป็นความรู้ชัดแจ้ง (</strong><strong>Explicit Knowledge) รวมถึงความรู้โดยนัยที่สะสมในตัวบุคคล (Tacit Knowledge) เพื่อจัดทำคู่มือความรู้ และเผยแพร่สู่กลุ่มเป้าหมาย โดย ผู้วิจัยกำหนดให้ &ldquo;แหล่งท่องเที่ยวชุมชนดอยผาหมี จังหวัดเชียงราย&rdquo; เป็นพื้นที่ศึกษาสำหรับการวิจัยในครั้งนี้</strong></p> <p> ดอยผาหมี เป็นหมู่บ้านสุดชายแดนไทย-เมียนมา ณ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย โดยเป็นสถานที่ซึ่งครั้งหนึ่งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ได้เสด็จพระราชดำเนิน เพื่อแก้ไขปัญหาการประกอบอาชีพและรักษาป่า ทำให้พื้นที่นั้นในปัจจุบันเป็นแหล่งปลูกกาแฟแหล่งหนึ่งของประเทศไทย และในรัศมี 5 กิโลเมตรนั้นมีอาณาเขตติดกับพื้นที่ของวนอุทยานถ้ำหลวง &ndash; ขุนน้ำนางนอน ซึ่งถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ สืบเนื่องจากปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัย ทีมหมูป่าอะคาเดมี ทั้ง 13 คน ที่สูญหายไปในถ้ำหลวง ในช่วงปลายเดือนมิถุนายน &ndash;ต้นกรกฎาคม 2561 ทำให้พื้นที่แห่งนี้ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้น จึงมีความจำเป็นที่จะต้องจัดทำองค์ความรู้เพื่อการจัดการแหล่งท่องเที่ยวอันมีพื้นที่เชื่อมต่อกับเขตวนอุทยานขุนน้ำนางนอน เพื่อการพัฒนาการท่องเที่ยวในพื้นที่อย่างยั่งยืน</p> <p> จากการวิจัยเรื่อง &ldquo;การศึกษาและพัฒนาเส้นทางโครงการพัฒนาท่องเที่ยวชุมชนดอยผาหมี อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย&rdquo; โดยวารัชต์ มัธยมบุรุษ (2561) พบว่า นักท่องเที่ยวส่วนมากเป็นนักทัศนาจรที่แวะเข้ามาเยี่ยมชม เนื่องจากอยู่ใกล้ตัวอำเภอเมืองแม่สาย ซึ่งเป็นพื้นที่ติดกับประเทศเมียนมาร์ แม้เส้นทางไปสู่ชุมชนจะเป็นถนนลาดยาง แต่มีความลาดชันและคับแคบ อย่างไรก็ตาม มีนักท่องเที่ยวจำนวนมากขึ้นไปดื่มกาแฟและชมทัศนียภาพที่สวยงามของชุมชนที่สามารถมองเห็นเขาขุนน้ำนางนอนได้ โดยจะมีนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมากในช่วงฤดูหนาว นอกจากนี้ในชุมชนได้มีการให้บริการด้านที่พักแก่นักท่องเที่ยวรองรับได้ประมาณ 50 คน และลานกางเต็นท์รองรับได้ประมาณ 100 คน และมีผู้ประกอบการร้านอาหารหรือร้านกาแฟจำนวน 7 ราย สำหรับแหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่และบริเวณใกล้เคียง ประกอบด้วย เส้นทางตามรอยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9, ลานวัฒนธรรม (โล้ชิงช้า), จุดชมวิวดอยผาหมี ถ้ำเล็บหมี สวนผลไม้ สามารถไปท่องเที่ยวในพื้นที่ใกล้เคียงได้ เช่น ถ้ำหลวง - ขุนน้ำนางนอน ดอยตุง และตลาดการค้าชายแดนแม่สาย ปัจจุบันหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนได้เข้ามาสนับสนุนด้านการท่องเที่ยวในเบื้องต้น ทำให้เกิดการขยายตัวของธุรกิจ ผ่านจำนวนที่พัก ร้านอาหาร และร้านกาแฟมากขึ้น แต่พบว่า ยังขาดการบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวที่ดี รวมถึงขาดการทำนุบำรุงแหล่งท่องเที่ยว ทั้งป้ายบอกทาง หรือบริเวณจุดชมวิวซึ่งขาดการปรับปรุงดูแล มีความทรุดโทรม ที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อนักท่องเที่ยว ที่มีแนวโน้มเพิ่มจำนวนมากขึ้น ทั้งนี้ในพื้นที่เองก็ได้รับการสนับสนุนผ่านการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับสายการบินไทยแอร์เอเชีย โดยการจัดทริปสำหรับผู้ประกอบการและสื่อมวลชนตามโครงการ &ldquo;วันธรรมดาน่าเที่ยว&rdquo;สำหรับการเที่ยวชุมชน สัมผัสวิถีชีวิตและความงดงามของชุมชนผาหมี อ.แม่สาย จ.เชียงราย พร้อมทั้งพื้นที่ใกล้เคียงในเขตวนอุทยานถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน รวมถึงการร่วมสนุกกับกิจกรรมเก็บเมล็ดกาแฟ และส้มในสวน การดริปกาแฟ และการทำอาหารชนเผ่า ซึ่ง น.ส.รวิมล มงคลธนภูมิ ประธานกลุ่มท่องเที่ยวดอยผาหมี ได้กล่าวถึง ชุมชนดอยผาหมี ต.เวียงพางคำ อ.แม่สาย จ.เชียงราย ว่าเป็นชุมชนท่องเที่ยวที่มีความเติบโตรวดเร็ว ประชากรส่วนใหญ่เป็นชนชาติพันธ์อาข่า มีความเป็นอยู่ตามวิถีดั้งเดิม รักความสงบ ยึดมั่นในขนบธรรมเนียมประเพณี และมีวิถีการดำเนินชีวิตที่เป็นเอกลักษณ์อันดีงาม แม้การเดินทางจะไม่สะดวกเนื่องจากถนนคดเคี้ยงลาดชัน แต่ในอนาคตจะจัดให้มีการอบรมบุคลากร และจัดรถบริการเพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว</p> <p> นอกจากงานวิจัยในพื้นที่ ซึ่งนำเสนอสถานการณ์การท่องเที่ยวปัจจุบันในชุมชนท่องเที่ยวดอยผาหมีแล้ว ทีมผู้วิจัยวางแผนที่จะประยุกต์ใช้แนวทางที่ได้จากงานวิจัยเรื่อง &ldquo;การบริหารจัดการการท่องเที่ยวของพื้นที่ภูลมโลและพื้นที่เชื่อมโยง&rdquo; (วารัชต์ มัธยมบุรุษ, 2560) โดยการสนับสนุนโดยสำนักงานคณะกรรมการการวิจัยแห่งชาติ(วช) และงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว) ที่พบว่า รูปแบบการบริหารจัดการ ได้ดำเนินการผ่านการจัดตั้ง &ldquo;ชมรมการท่องเที่ยว&rdquo; ได้อาศัยแนวคิดการทำงานร่วมกัน โดยมีการประสานงานระหว่างชุมชนการท่องเที่ยว กับหน่วยงานภาครัฐและสถาบันการศึกษาเข้าร่วมในการสนับสนุน มีลักษณะการทำงานแบบประสานงานเป็นหลัก การบริหารจัดการประกอบด้วย 4 ภาคส่วนตามภารกิจ ประกอบด้วย 1) หน่วยงานที่ดูแลเรื่องกฎระเบียบ ความปลอดภัย ได้แก่ อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า อำเภอนครไทย อำเภอด่านซ้าย องค์การบริหารส่วนตำบลในพื้นที่ เป็นหน่วยงานหลักที่ถือกฎหมาย ระเบียบในการจัดการเชิงพื้นที่ เพื่อก่อให้เกิดการดำเนินการท่องเที่ยวอย่างเป็นธรรมและปลอดภัย 2) หน่วยงานที่ดูแลเรื่องการตลาดและการประชาสัมพันธ์ ได้แก่ กรมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยสำนักงานพิษณุโลก และสำนักงานเลย หอการค้า สภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจังหวัด สมาคมการท่องเที่ยวจังหวัดเป็นหน่วยงานเหมือนสนับสนุนส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวเกิดการรับรู้ด้านการท่องเที่ยวเดินทางมาท่องเที่ยวในพื้นที่ รวมทั้งจัดกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยว 3) หน่วยงานที่สนับสนุนด้านการท่องเที่ยว ได้แก่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยสำนักงานพิษณุโลกและสำนักงานเลย องค์การบริหารพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยังยืน อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้าเป็นหน่วยงานที่สร้างมาตรฐานทางการบริการการท่องเที่ยว การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวในการรองรับนักท่องเที่ยว รวมทั้งเป็นหน่วยงานที่คอยประสานงานกับทุกภาคส่วน นับเป็นหัวใจของการดำเนินการท่องเที่ยว 4) หน่วยงานที่ดำเนินกิจกรรมการท่องเที่ยว ได้แก่ อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า ชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชนกกสะทอน ชมรมท่องเที่ยวบ้านใหม่ร่องกล้า เป็นหน่วยงานที่ให้บริการการท่องเที่ยวรวมถึงเป็นผู้นำชม สื่อความหมายให้กับนักท่องเที่ยวเข้าใจการท่องเที่ยวพื้นที่ รวมทั้งเป็นผู้ดูความปลอดภัย รักษาสิ่งแวดล้อม ในการท่องเที่ยว ดังนั้น รูปแบบการบริหารจัดการร่วม ( Co-Management) ซึ่งเน้นการมีส่วนร่วม ร่วมกับชุมชน หน่วยงานภาครัฐ เอกชน อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า และสร้างการตระหนักรู้ในคุณค่าของทรัพยากรท้องถิ่น</p> <p><strong> จากที่กล่าวมาข้างต้น ทั้งการศึกษาเบื้องต้นในพื้นที่ศึกษาชุมชนดอยผาหมี จังหวัดเชียงราย เกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการดำเนินการวิจัย และผลการศึกษาจากพื้นที่ภูลมโล ซึ่งถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวซึ่งมีลักษณะใกล้เคียงกัน ซึ่งสามารถนำไปสู่การถอดบทเรียน และสังเคราะห์องค์ความรู้ด้านการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวที่เหมาะสมกับบริบทของชุมชนดอยผาหมี จังหวัดเชียงรายได้ ซึ่งพื้นที่ในการศึกษาครั้งนี้ ถือเป็นพื้นที่ใหม่ที่มีศักยภาพในการขยายตัว และเป็นพื้นที่แห่งการพัฒนาบนความร่วมมือของทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน แต่เนื่องจากยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการจัดการท่องเที่ยวในพื้นที่ ดังนั้น กระบวนการรวบรวม สร้าง และจัดทำคู่มือองค์ความรู้ เพื่อพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว จึงมีความสำคัญต่อการสร้างชุมชนท่องเที่ยวที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง สร้างภูมิคุ้มกัน และก่อให้เกิดประโยชน์ตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง และปลายทาง อันนำไปสู่การพัฒนาชุมชนเชิงพาณิชย์ได้ต่อไป</strong></p> <p><strong>การทบทวนวรรณกรรมและแนวทางการศึกษา</strong><br /> การศึกษาและปฏิบัติการของการจัดการความรู้ได้แพร่หลายมากช่วง 1970s แต่การท่องเที่ยวนั้นถือว่านักวิจัยได้นำแนวทางการจัดการความรู้มาปรับใช้ช้ากว่าส่วนอื่น รวมถึงสภาพแวดล้อมที่ไม่สนับสนุนให้เกิดการรับองค์ความรู้ในกรณีของประเทศออสเตรเลีย (Cooper, 2006) และเพื่อสนับสนุนให้กลไกการจัดการความรู้มีประสิทธิภาพ Shaw (2009) ได้ศึกษาเกี่ยวกับการจัดการความรู้ และการถ่ายทอดความรู้ โดยให้ความสำคัญกับการบูรณาการมุมมองด้านการบริหารจัดการเข้ากับการวิจัยด้านการท่องเที่ยว ซึ่งนอกเหนือจากกลไกการจัดการความรู้จะก่อให้เกิดการพัฒนา การสร้างธรรมชาติของนวัตกรรมควรถูกพิจารณาในกรอบการจัดการความรู้ด้วย<br /> สำหรับประเทศไทย พบการศึกษาเกี่ยวกับการจัดการความรู้เพื่อพัฒนาการท่องเที่ยวในชุมชนหลายเป้าหมาย และในหลายพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นการจัดการความรู้เพื่อความมั่นคงทางอาหาร ผ่านการท่องเที่ยวชุมชน ในชุมชนภาคเหนือกว่า 60 ชุมชน และได้สังเคราะห์ความรู้สร้าง 5 หลักสูตร ประกอบด้วย 1) แนวคิดและกระบวนการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชน 2) มัคคุเทศก์ท้องถิ่น 3) มัคคุเทศก์มืออาชีพ 4) หลักสูตรการตลาด 5) มาตรฐานการท่องเที่ยวโดยชุมชน โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ชุมชนสามารถจัดทำแผนด้วยตนเอง และเกิดการเรียนรู้ผ่านกระบวนการทำงานร่วมกันระหว่างเครือข่ายต่างๆทั้งในชุมชน และสถาบันการศึกษา (สุภาวิณี, วรพงศ์ และอนุวัตร อินทนา, 2558) นอกจากนี้ยังมีการศึกษาการจัดการความรู้ระบบการบริหารจัดการการท่องเที่ยว โดยชุติพงศ์ พนาลัยสัมพันธ์ และคณะ (2559) ที่เน้นกลุ่มเป้าหมายคือเยาวชนปกาเกอะญอ บ้านผาหมอน ดอยอินทนนท์ เพื่อเน้นการพัฒนาศักยภาพ และทักษะด้านการบริหารจัดการการท่องเที่ยวทั้งจากกระบวนการสืบค้นข้อมูลและองค์ความรู้ในชุมชน ในด้านแหล่งท่องเที่ยว และความรู้นอกชุมชน เช่น ด้านการตลาด การบริหารจัดการ การออกแบบโปรแกรมการท่องเที่ยว ผ่านกระบวนการเรียนรู้ที่หลากหลาย สร้างการเรียนรู้ในกระบวนการจัดการท่องเที่ยวในชุมชนทั้งระบบ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการสร้างผู้สืบทอดการบริหารจัดการการท่องเที่ยวของชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทีมวิจัยได้ใช้กระบวนการจัดการความรู้ของวิจารณ์ พานิช (2548) โดย 1) การกำหนดประเด็นความรู้ที่ต้องการ ผ่านการวิเคราะห์ร่วมกันและพบว่า ชุมชนขาดผู้สืบทอดการบริหารจัดการการท่องเที่ยวของชุมชน จึงเน้นกลุ่มเป้าหมายที่เยาวชน 2) การแสวงหาความรู้ โดยทีมวิจัยได้แสวงหาความรู้ทั้งจากภายในและภายนอก เกี่ยวกับระบบการท่องเที่ยว 3) การปรับปรุง ดัดแปลงความรู้จากการเรียนรู้ โดยทีมวิจัยได้นำองค์ความรู้พื้นฐานชุมชนด้านวิถีชีวิตมารวมเข้ากับองค์ความรู้ภายนอกทั้งด้านการบริหารจัดการ การออกแบบโปรแกรม การตลาดการท่องเที่ยว เพื่อพัฒนาเป็นองค์ความรู้ใหม่ 4) การประยุกต์ใช้ความรู้ โดยการทดลองใช้โปรแกรมการท่องเที่ยว 5) การนำประสบการณ์มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อถอดบทเรียนและพัฒนาเป็นหลักสูตรการเรียนรู้ด้านการบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวชุมชนบ้านผาหมอนสำหรับผู้สนใจ 6) การบันทึกความรู้เพื่อใช้งาน จากการปฏิบัติจริง ผ่านการออกแบบโปรแกรมท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ และการพัฒนาหลักสูตรการเรียนรู้การบริหารจัดการท่องเที่ยวในชุมชนบ้านผาหมอน ซึ่งสามารถประเมินผลจากการใช้ประโยชน์จากองค์ความรู้เหล่านั้นได้อย่างเป็นรูปธรรม เกิดการสร้างกระบวนการเรียนรู้ให้แก่คนในชุมชน<br /> นอกจากการมุ่งเน้นให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีส่วนร่วมของเยาวชนปกาเกอะญอ บ้านผาหมอน ดอยอินทนนท์แล้ว สวิง ตันอุด และประหยัด จตุพรพิทักษ์กุล (2548) ได้ศึกษากระบวนการจัดการเรียนรู้เพื่อชุมชนเข้มแข็งและเป็นสุขอย่างยั่งยืน ใน 6 พื้นที่ศึกษาจังหวัดเชียงใหม่ และได้เสนอกระบวนการเรียนรู้ชุมชนท้องถิ่นที่ประกอบด้วย 1) ทีมนำ ที่เป็นแกนนำหลัก ผู้รู้ 2) ทีมทำ เป็นทีมที่จัดกระบวนการเรียนรู้ และ 3) ทีมเรียนรู้ คือผู้เรียน อย่างไรก็ตามในการปฏิบัติงานจริง บทบาทอาจมีการเปลี่ยนแปลงขึ้นอยู่กับสถานการณ์และศักยภาพ การศึกษาครั้งนี้ ได้เสริมสร้างการจัดกระบวนการเรียนรู้ชุมชน โดยใช้ทั้งกลไกที่มีอยู่เดิม และเชื่อมประสานเข้ากับองค์กรภายนอก การสร้างกระบวนการเรียนรู้เน้นการเรียนรู้ด้วยตนเองผ่านการทบทวนบริบทชุมชน การถอดองค์ความรู้ โดยใช้กรอบแนวคิดชุมชนท่ามกลางกระแสโลกาภิวัฒน์ สำหรับกระบวนการเรียนรู้ในชุมชน และประเด็นการจัดการความรู้ สายันต์ ไพรชาญจิตร์ และคณะ (2549) เสนอว่า แนวทางวิธีการที่เหมาะสมในการจัดกระบวนการเรียนรู้ และการจัดการความรู้ด้านศิลปวัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น สำหรับทุกกลุ่มเป้าหมาย คือ การจัดการเรียนรู้และจัดการความรู้ที่ให้ความสำคัญกับการปฏิบัติจริง และสอดคล้องกับวิถีการเรียนรู้เชิงสังคมของชุมชน โดยมีการทำงานร่วมกันของคนทั้งจากภายในและภายนอกชุมชน<br /> กระบวนการจัดการความรู้ในแต่ละพื้นที่นั้นมีความแตกต่างกันไปตามบริบทและศัยภาพของพื้นที่ ซึ่ง นันท์ปพร สิทธิยา (2551) ได้ศึกษากระบวนการจัดการความรู้โดยชุมชน เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ระบุว่าในกระบวนการจัดการความรู้นั้น มักเป็นการแลกเปลี่ยนอย่างไม่เป็นทางการ แต่จุดเริ่มต้นของการระบุความรู้นั้นมาจากวิสัยทัศน์ของผู้นำ ซึ่งอาจแตกต่างจากชุมชนอื่น การรวบรวมความรู้มีทั้งจากการศึกษาดูงานข้างนอก แต่ขาดการรวบรวมเป็นรูปธรรมเพื่อถ่ายทอด ส่วนปัจจัยส่งเสริมกระบวนการจัดการความรู้โดยชุมชน เป็นการยอมรับฟังความเห็นของผู้อื่น การปฏิบัติงานที่มีความสัมพันธ์แบบแนวราบ เครื่องกระจายเสียง การมีส่วนร่วม และการให้ความร่วมมือจากชาวบ้าน การมีผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ อย่างไรก็ตาม พีรชัย กุลชัย และสุขุมาภรณ์ ขันธ์ศรี (2550) ได้นำเสนอรูปแบบการจัดการความรู้ระหว่างเกษตรกร ชุมชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในพื้นที่จัดการท่องเที่ยวเชิงเกษตรในจังหวัดระยอง พบว่า เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่จัดขึ้นทำให้เกิดการไหลเวียนของความรู้ เทคนิค และประสบการณ์ต่างๆ ทั้งด้านการจัดการท่องเที่ยว การทำสวน การตลาด ทำให้เกษตรกรที่เข้าร่วมเวทีสามารถนำความรู้ไปพัฒนาการสวนผลไม้ และการจัดการการท่องเที่ยวของตนเองอย่างเหมาะสม รวมไปถึงการสร้างเครือข่ายการท่องเที่ยวเชิงเกษตรในจังหวัด <br /> จากการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องทีมผู้วิจัยได้ปรับใช้แนวทางการดำเนินงานวิจัยของชุติพงศ์ พนาลัยสัมพันธ์ และคณะ (2559) ที่อ้างอิงกระบวนการจัดความความรู้ที่นำเสนอโดยวิจารณ์ พานิช (2548) ที่ได้ระบุกระบวนการจัดการความรู้ ประกอบด้วย 7 ขั้นตอน คือ 1) การบ่งชี้ความรู้ 2) การสร้างและการแสวงหาความรู้ 3) การประมวลและกลั่นกรองความรู้ 4) การจัดความรู้ให้เป็นระบบ 5) การเข้าถึงความรู้ 6) การแลกเปลี่ยนแบ่งปันความรู้ และ 7) การเรียนรู้ การจัดการความรู้เน้นที่ประเด็นการจัดการแหล่งท่องเที่ยวด้านการตลาด และการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวชุมชนดอยผาหมี อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย</p> <p><br /> <strong>ขอบเขตการศึกษา</strong><br /> การศึกษาในครั้งนี้ ใช้กระบวนการจัดการความรู้เป็นวิธีการศึกษาหลัก ภายใต้การสนับสนุนเบื้องต้นจากประธานกลุ่มท่องเที่ยวดอยผาหมี เพื่อรวบรวม สังเคราะห์ และจัดทำองค์ความรู้ที่สามารถเข้าถึง และถ่ายทอดภายในชุมชนดอยผาหมี ในประเด็นการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว ที่มุ่งเน้นการจัดการอย่างเป็นระบบ การตลาด และการพัฒนาบุคลากรการท่องเที่ยวในชุมชนดอยผาหมี เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ผ่านกระบวนการจัดการความรู้ สู่การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนต่อไป</p> <p><strong>ระเบียบวิธีวิจัย</strong></p> <p><strong> </strong>ข้อมูลในการศึกษาครั้งนี้ประกอบด้วยข้อมูลปฐมภูมิ ในประเด็นวัฒนธรรมชุมชน และประสบการณ์จากการจัดการแหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่ชุมชนดอยผาหมี และข้อมูลทุติยภูมิจากงานวิจัยด้านการท่องเที่ยวดอยผาหมี และพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง กระบวนการจัดการความรู้ 7 ขั้นตอนของวิจารณ์ พานิช (2548) ถือเป็นเครื่องมือหลักของการศึกษาในครั้งนี้ โดยผ่านการสัมภาษณ์ผู้เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวชุมชนดอยผาหมี การสนทนากลุ่มเพื่อกำหนดองค์ความรู้ และการถอดบทเรียนจากพื้นที่ที่ประสบความสำเร็จ รวมถึงการประเมินผลการเรียนรู้ผ่านแบบประเมินสำหรับผู้เข้าร่วมโครงการ</p> <p><strong>การวิเคราะห์ข้อมูล</strong></p> <p><strong> </strong>ข้อมูลส่วนใหญ่จากการศึกษาครั้งนี้ เป็นข้อมูลเชิงคุณภาพ เกี่ยวกับองค์ความรู้เพื่อพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวในประเด็นการตลาด และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ด้านการท่องเที่ยว ซึ่งจะเป็นการสังเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหาจากการถอดบทเรียนเชิงพื้นที่ของแหล่งท่องเที่ยวอื่นที่เป็นต้นแบบแห่งการเรียนรู้ และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหาจากคนในชุมชนดอยผาหมีในประเด็นวัฒนธรรม และประสบการณ์เกี่ยวกับการบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยว ทั้งนี้ จะได้จัดให้มีการตรวจสอบความถูกต้องเชิงเนื้อหาของข้อมูลเกี่ยวกับองค์ความรู้เพื่อพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวดอยผาหมีร่วมกับคนในพื้นที่ด้วย</p> <p> </p> <p> </p> <p><br /> </p>

คำสำคัญ

Knowledge Managementการจัดการความรู้การท่องเที่ยวชุมชนเชียงรายCommunity Tourismการจัดการแหล่งท่องเที่ยวDoi Pha Mi ChiangraiTourism destination mangementดอยผาหมี

งานวิจัยในหัวข้อใกล้เคียง

ศักยภาพการท่องเที่ยวและแนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวแบบบูรณาการอย่างยั่งยืน ในจังหวัดลพบุรี ประเทศไทย

วีรพล น้อยคล้าย มหาวิทยาลัยพะเยา พ.ศ. 2563

การศึกษาศักยภาพและรวบรวมข้อมูลการท่องเที่ยวโดยชุมชนในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออก ประเทศไทย

ดร. ณัฏฐินี ทองดี สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) พ.ศ. 2561

การพัฒนาต้นแบบการท่องเที่ยวบนจุดเด่นที่หลากหลาย เชื่อมโยงประเทศไทยและประเทศมาเลเซีย เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนชายแดนใต้ จังหวัดนราธิวาส

ชาคร ประพรหม สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) พ.ศ. 2565

พัฒนาการ ความสำเร็จ และการพัฒนาศักยภาพของวิสาหกิจเพื่อสังคมด้านการท่องเที่ยวในประเทศไทย

นางสาววิมลมาลย์ สวัสดี สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) พ.ศ. 2561

การส่งเสริมประเทศไทยให้กลายเป็นจุดหมายปลายทางคุณภาพ ด้านการท่องเที่ยวเชิงกีฬาผจญภัยสำหรับกลุ่มนักท่องเที่ยวศักยภาพสูงเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันอย่างยั่งยืน

พิมพ์มาดา วิชาศิลป์ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต พ.ศ. 2562

The Success Factors of Community-Based Tourism in Thailand

สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ พ.ศ. 2558

แนวทางการสร้างมูลค่าเพิ่มของแหล่งท่องเที่ยว และผลิตภัณฑ์ท่องเที่ยวของจังหวัดสิงห์บุรี ประเทศไทย

สุพาดา สิริกุตตา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ พ.ศ. 2557

แนวทางการพัฒนามาตรฐานและส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศในประเทศไทย

ราณี อิสิชัยกุล มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช พ.ศ. 2559

แนวทางการเสริมสร้างการท่องเที่ยวไทยสู่เศรษฐกิจขับเคลื่อนด้วยคุณค่า

อุดม หงส์ชาติกุล บริษัท เพอร์เฟคลิงค์ คอนซัลติ้ง กรุ๊ป จากัด พ.ศ. 2561

การศึกษาอุปสงค์และความพอใจของนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ ที่มีต่อแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของประเทศไทย

ณิศาศรณ์ ไชยประสิทธิ์ คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยขอนแก่น พ.ศ. 2552