ผลกระทบการบริโภคเชิงพื้นที่ที่มีต่อรูปร่างของเมือง: กรณีเปรียบเทียบระหว่างชุมชนแออัดและชุมชนบ้านจัดสรร
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
พฤติกรรมการบริโภคที่อยู่อาศัยในกระแสโลกาภิวัตน์เป็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจ เนื่องจากผู้ที่ อาศัยในเมืองมีความแตกต่างทางด้านรายได้และการศึกษาซึ่งอาจมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางพื้นที่และสังคม โดยผู้มีรายได้ปานกลาง-สูงมีโอกาสมากกว่าในการเลือกที่อยู่อาศัย เช่น บ้านจัดสรรชานเมืองหรือ คอนโดมิเนียมหรูใจกลางเมือง ในขณะที่ผู้มีรายได้น้อยจ าเป็นต้องอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่แออัดและ สภาพแวดล้อมที่เสื่อมโทรม ดังนั้นเป้าหมายของงานวิจัยเพื่อต้องการศึกษาพฤติกรรมการบริโภคที่อยู่อาศัย และผลที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงเชิงพื้นที่และสังคมของผู้มีรายได้ต่างกันการสุ่มตัวอย่างของที่อยู่อาศัยของผู้มีรายได้ต่างกันแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ ชุมชนบ้านจัดสรรเป็น ตัวแทนที่อยู่อาศัยของผู้มีรายได้ปานกลาง-สูง และชุมชนชานเมืองเป็นตัวแทนที่อยู่อาศัยของผู้มีรายได้น้อย โดยท าการสุ่มตัวอย่างจากข้อมูลทางสถิติจากหน่วยงานของรัฐและเอกชน ชุมชนบ้านจัดสรร 3 ชุมชน ประกอบด้วย หมู่บ้านเพอเฟคเพลส รามค าแหง หมู่บ้านรอยัล ปาร์ค วิว และหมู่บ้านเคซี เนเชอรัลวิลล์ และชุมชนผู้มีรายได้น้อยชานเมือง 2 ชุมชน ประกอบด้วย ชุมชนราษฏร์พัฒนา และชุมชนอัลตั๊กวา ถูก คัดเลือกเป็นกรณีศึกษา โดยท าการเก็บแบบสอบถามจ านวนทั้งสิ้น 423 ชุด นอกจากนี้มีข้อมูลเชิงคุณภาพที่ ได้จากการสัมภาษณ์เชิงลึกเจ้าหน้าที่ของรัฐ ผู้น าชุมชน และผู้บริหารโครงการผลการศึกษาพบว่าชุมชนบ้านจัดสรรมีจ านวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยมีขนาดแปลงที่ดินเฉลี่ย 72 ตารางวาต่อแปลง ส่วนใหญ่กระจายไปตามถนนสายหลักและทางด่วน ในขณะที่ชุมชนผู้มีรายได้น้อยมี จ านวนค่อนข้างคงที่โดยมีขนาดแปลงที่ดินเฉลี่ย 59 ตารางวาต่อแปลงกระจายตัวตามถนนซอยและแม่น้ า ล าคลอง ลักษณะการเกิดขึ้นของชุมชนทั้งสองประเภทมีความต่างกัน ชุมชนบ้านจัดสรรเกิดขึ้นจากความ ต้องการความปลอดภัยของปัจเจกบุคคล สถานะทางสังคมที่สูงขึ้น และความชอบส่วนบุคคล ร่วมกับ แรงจูงใจจากนโยบายและมาตรการของรัฐและแรงดึงดูดจากการโฆษณาของนักพัฒนาจัดสรรที่ดิน ในขณะที่ ชุมชนผู้มีรายได้น้อยชานเมืองเกิดจากการรวมตัวกันของกลุ่มคนที่มีลักษณะทางเศรษฐกิจ-สังคมของครัวเรือน ที่คล้ายกันก็คือ รายได้ต่อครัวเรือนต่ า การศึกษาน้อย และการนับถือศาสนาเดียวกัน เช่นพบว่ารายได้ ครัวเรือนเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่างที่อาศัยในชุมชนบ้านจัดสรร 98,378 บาทต่อเดือน ซึ่งสูงกว่ากลุ่มตัวอย่างที่ อาศัยในชุมชนผู้มีรายได้น้อยชานเมือง 6 เท่า (17,213 บาทต่อเดือน) การแบ่งแยกทางพื้นที่ส าหรับการอยู่อาศัยที่มีความหนาแน่นต่ าท าให้เกิดการแบ่งแยกทางสังคม กลไกส าคัญมาจากนโยบายการใช้ที่ดินและมาตรการของภาครัฐในการสนับสนุนการอยู่อาศัยของชนชั้น กลาง-สูง เช่น การปล่อยอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ต่ าระยะยาว การลดภาษีการโอน นอกจากนี้การเก็งก าไรและ การพัฒนาของนักอสังหาริมทรัพย์รวมถึงความชอบส่วนตัวของผู้บริโภคก็เป็นปัจจัยส าคัญ การศึกษาครั้งนี้ เสนอแนะนโยบายการเพิ่มทางเลือกที่อยู่อาศัยส าหรับผู้มีรายได้น้อยเพื่อสร้างความเท่าเทียมกันในสังคม ร่วมกับมาตรการทางด้านราคาเพื่อพัฒนาที่อยู่อาศัยประเภทบ้านจัดสรร ซึ่งจะเป็นการบูรณาการการพัฒนา เชิงพื้นที่กับเชิงสังคมเข้าด้วยกันเพื่อน ากรุงเทพมหานครไปสู่ความเป็นสังคมที่มีความเท่าเทียมกันอย่าง ยั่งยืนในอนาคต