คนบวชควายแห่งลุ่มน้ำชี : ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นแห่งพื้นที่วัฒนธรรมควายจ่า
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
งานวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นในชุมชนที่มีประเพณีบวชควาย ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการดำรงชีวิตของคนกับประเพณีบวชควาย และศึกษาพลวัตของความหมายของพิธีกรรมประเพณีบวชควาย โดยใช้วิธีการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) เก็บรวบรวมข้อมูลในเชิงลึก (In-depth Study) ด้วยการการสำรวจ การสังเกตแบบมีส่วนร่วม (Participatory Observation) การสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วม (Non-Participatory Observation) สัมภาษณ์ชนิดไม่มีโครงสร้าง (Non-Structured Interview) และการสนทนากลุ่ม (Focus Group Discussion) เพื่อศึกษาองค์ความรู้เกี่ยวกับประวัติความเป็นมาและสภาพปัจจุบันของประเพณีบวชควายตลอดจนบริบทของพื้นที่ซึ่งทำการศึกษา อาทิ สภาพภูมิศาสตร์ สภาพสังคม และวิถีชีวิตของคนในชุมชน ตามวัตถุประสงค์ของการวิจัย ผลการวิจัยพบว่าประวัติศาสตร์ท้องถิ่นในชุมชนที่มีประเพณีบวชควาย คือเรื่องย่อยอันเป็นส่วนหนึ่งของพื้นประวัติศาสตร์อีสานจากพระวอพระตาถึงเหตุการณ์เจ้าอนุวงศ์จึงมีสำนึกทางประวัติศาสตร์แตกต่างจากชาวเมืองร้อยเอ็ดซึ่งเป็นลูกหลานกลุ่มพระครูโพนสะเม็ก โดยมีสภาพภูมิประเทศเป็นเครื่องกำกับรูปแบบการดำรงชีวิตของคนในพื้นที่ประเพณีบวชควาย ซึ่งอยู่ในลุ่มแม่น้ำชีมีน้ำหลากในหน้าน้ำ มีพื้นที่ทำมาหากินสำคัญ คือ ชี ทาม บุ่ง นา โคก ในอดีตคนในพื้นที่ต้องปรับตัวหากินตามฤดูกาล สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการมีข้าวกิน การทำนาต้องอาศัยน้ำฝนเป็นสำคัญ เท่ากับว่าผลผลิตอยู่นอกเหนือการบริหารจัดการและอยู่นอกเหนือการควบคุมจากมนุษย์ ส่งผลให้เกิดวิธีคิดนอบน้อมต่อธรรมชาติ สิ่งเหล่านี้สะท้อนออกมาในประเพณีบวชควาย ซึ่งกระทำสืบต่อมาแต่อดีตและมีพลวัตของความหมายเปลี่ยนแปรไปตามกาลเวลา สามารถแบ่งเป็นยุคสมัยในสำนึกของคนในท้องถิ่น เป็นยุคแห่งความเป็นความตาย จากการตั้งถิ่นฐานจนถึงราวทศวรรษที่ ๒๕๒๐ ยุคแห่งการแพร่กระจายซึ่งการบวชควายมีความหมายที่ความสนุกสนาน และยุคที่ประเพณีบวชควายมีความหมายในการยืนยันความเป็นเจ้าของพื้นที่ ทศวรรษที่ ๒๕๓๐ – ๒๕๖๐ การวิจัยในครั้งนี้ทำให้เห็นถึง ความหมายในปฎิบัติการในชีวิต ความสัมพันธ์ของมนุษย์ต่อมนุษย์ มนุษย์ต่อสิ่งแวดล้อม มนุษย์ต่อสิ่งเหนือธรรมชาติ การสื่อสารระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ และระบบความเชื่อในสิ่งเหนือธรรมชาติ ซึ่งมีแรงพลังจากธรรมชาติเป็นเครื่องควบคุมความคิด การกระทำของคนในปฏิบัติการของชีวิตที่มีพิธีกรรมมาเกี่ยวข้องในกระบวนการทำให้เป็นพวกเดียวกัน ตลอดจนการเลื่อนสถานภาพให้สูงขึ้นและการส่งผ่านอุดมการณ์ผ่านประวัติศาสตร์บอกเล่าอันเป็นเสมือนงานการเมืองของคนในพื้นที่ ที่สุดแล้วคนบวชควายแห่งลุ่มน้ำชี : ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นแห่งพื้นที่วัฒนธรรมควายจ่า ทำให้เห็นถึงประวัติศาสตร์และความพยายามในการต่อสู้เชิงความหมายภายใต้คำนิยามว่าบวชควายเป็นของคนบ้านเรา