การประเมินศักยภาพของดินเพื่อกำหนดชุดเทคโนโลยีในการผลิตอ้อย และมันสำปะหลัง สนับสนุนการพัฒนาการเกษตร และการพลังงานในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การประเมินศักยภาพของดิน เพื่อกำหนดชุดเทคโนโลยีในการผลิตอ้อย และมันสำปะหลังสนับสนุนการพัฒนาการเกษตรและการพลังงานในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ทำโดยการวิเคราะห์สภาพแวดล้อม สัณฐานวิทยา สมบัติทางกายภาพ เคมี และแร่วิทยาของดิน 21 บริเวณตามวิธีมาตรฐาน โดยแบ่งเป็นบริเวณที่ปลูกอ้อย 10 บริเวณ และบริเวณที่ปลูกมันสำปะหลัง 11 บริเวณ ผลจากการศึกษาพบว่าดินที่ปลูกอ้อย และปลูกมันสำปะหลังทั้งหมดเป็นดินลึกถึงลึกมาก มีพัฒนาการสูงปานกลาง ถึงสูง มีความอุดมสมบูรณ์ส่วนใหญ่อยู่ในระดับต่ำ โดยดินที่ปลูกอ้อยได้ผลดี เป็นดินในอันดับแอลฟิซอลส์ เป็นส่วนใหญ่ ในกลุ่มดิน Paleustalfs และ Haplustalfs อยู่ในบริเวณที่มีปริมาณฝนเฉลี่ยตั้งแต่ 1,400 มิลลิเมตรต่อปีขึ้นไป สำหรับดินที่ปลูกมันสำปะหลังส่วนใหญ่เป็นดินในอันดับอัลทิซอลส์ ในกลุ่มดิน Paleustults และ Kandiustults กับดินในอันดับออกซิซอลส์ ในกลุ่มดิน Kandiustox อยู่ในบริเวณที่มีปริมาณฝนเฉลี่ย 1,100 ถึง 1,300 มิลลิเมตรต่อปี แต่มีดินในอันดับอื่นที่มีการปลูกอ้อย และปลูกมันสำปะหลังอยู่บ้างคือดินในอันดับเอ็นทิซอลส์ ที่เนื้อออกทรายจัด ผลจากการศึกษาชี้ให้เห็นว่าในพื้นที่ ๆ แห้งแล้งกว่า ที่ใช้ปลูกมันสำปะหลัง สามารถใช้ปลูกอ้อยได้ แต่ต้องเป็นบริเวณที่อยู่ในระดับต่ำกว่าที่ใช้ปลูกมันสำปะหลัง เมื่อใช้ผลจากการศึกษาเป็นเกณฑ์ สามารถกำหนดแนวทางการปลูกอ้อย และมันสำปะหลังเพื่อสนับสนุนการพัฒนาพลังงานได้ โดยให้ปลูกในพื้นที่ต่อเนื่องกัน ในเขตที่มีปริมาณฝนเฉลี่ยต่อปีในช่วง 1,100-1,300 มิลลิเมตร โดยให้ปลูกอ้อยในพื้นที่ ๆ อยู่ต่ำกว่าพื้นที่ปลูกมันสำปะหลัง และต้องมีการจัดการด้านการอนุรักษ์ที่ชัดเจน ทั้งสองพืชโดยมีมาตรการเชิงอนุรักษ์ในบริเวณที่ปลูกมันสำปะหลังเข้มข้นกว่าในพื้นที่ปลูกอ้อย การประเมินศักยภาพของดิน เพื่อกำหนดชุดเทคโนโลยีในการผลิตอ้อย และมันสำปะหลังสนับสนุนการพัฒนาการเกษตรและการพลังงานในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ทำโดยการวิเคราะห์สภาพแวดล้อม สัณฐานวิทยา สมบัติทางกายภาพ เคมี และแร่วิทยาของดิน 21 บริเวณตามวิธีมาตรฐาน โดยแบ่งเป็นบริเวณที่ปลูกอ้อย 10 บริเวณ และบริเวณที่ปลูกมันสำปะหลัง 11 บริเวณ ผลจากการศึกษาพบว่าดินที่ปลูกอ้อย และปลูกมันสำปะหลังทั้งหมดเป็นดินลึกถึงลึกมาก มีพัฒนาการสูงปานกลาง ถึงสูง มีความอุดมสมบูรณ์ส่วนใหญ่อยู่ในระดับต่ำ โดยดินที่ปลูกอ้อยได้ผลดี เป็นดินในอันดับแอลฟิซอลส์ เป็นส่วนใหญ่ ในกลุ่มดิน Paleustalfs และ Haplustalfs อยู่ในบริเวณที่มีปริมาณฝนเฉลี่ยตั้งแต่ 1,400 มิลลิเมตรต่อปีขึ้นไป สำหรับดินที่ปลูกมันสำปะหลังส่วนใหญ่เป็นดินในอันดับอัลทิซอลส์ ในกลุ่มดิน Paleustults และ Kandiustults กับดินในอันดับออกซิซอลส์ ในกลุ่มดิน Kandiustox อยู่ในบริเวณที่มีปริมาณฝนเฉลี่ย 1,100 ถึง 1,300 มิลลิเมตรต่อปี แต่มีดินในอันดับอื่นที่มีการปลูกอ้อย และปลูกมันสำปะหลังอยู่บ้างคือดินในอันดับเอ็นทิซอลส์ ที่เนื้อออกทรายจัด ผลจากการศึกษาชี้ให้เห็นว่าในพื้นที่ ๆ แห้งแล้งกว่า ที่ใช้ปลูกมันสำปะหลัง สามารถใช้ปลูกอ้อยได้ แต่ต้องเป็นบริเวณที่อยู่ในระดับต่ำกว่าที่ใช้ปลูกมันสำปะหลัง เมื่อใช้ผลจากการศึกษาเป็นเกณฑ์ สามารถกำหนดแนวทางการปลูกอ้อย และมันสำปะหลังเพื่อสนับสนุนการพัฒนาพลังงานได้ โดยให้ปลูกในพื้นที่ต่อเนื่องกัน ในเขตที่มีปริมาณฝนเฉลี่ยต่อปีในช่วง 1,100-1,300 มิลลิเมตร โดยให้ปลูกอ้อยในพื้นที่ ๆ อยู่ต่ำกว่าพื้นที่ปลูกมันสำปะหลัง และต้องมีการจัดการด้านการอนุรักษ์ที่ชัดเจน ทั้งสองพืชโดยมีมาตรการเชิงอนุรักษ์ในบริเวณที่ปลูกมันสำปะหลังเข้มข้นกว่าในพื้นที่ปลูกอ้อย