การอนุรักษ์และฟื้นฟูพลับพลึงธารในแหล่งธรรมชาติโดยใช้เทคนิคต่าง ๆ
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
พลับพลึงธาร (Crinum thaianum J. Schulze.) จัดเป็นพืชเฉพาะถิ่น มีพื้นที่การกระจายพันธุ์จํากัดในเขตจังหวัดระนอง และพังงา พบขึ้นกระจายพันธุ์อยู่ในระบบนิเวศเฉพาะในลําธารที่มีน้ําไหล และสะอาด การขุดลอกลําคลองและการลักลอบขุดหัวพันธุ์จากแหล่งธรรมชาติเพื่อจําหน่ายมานานกว่า 30 ปี เป็นปัจจัยคุกคามที่ทําให้ประชากร และถิ่นอาศัยของพลับพลึงธารถูกทําลายโดยตรงอย่างสิ้นเชิง ปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายฉบับใดที่คุ้มครองพลับพลึงธาร ดังนั้นสถานภาพของพลับพลึงธารจึงมีสถานภาพใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง Critically Endangered (CR) ตามหลักการประเมินของ IUCN Red List 2001 version 3.1 ซึ่งการศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิธีการขยายพันธุ์วัสดุเพาะชํา และวิธีการเก็บรักษาพันธุกรรมพลับพลึงธารทั้งในและนอกถิ่นอาศัย รวมถึงศึกษาถึงรูปแบบการปลูกฟื้นฟูพลับพลึงธารในท้องที่ตําบลนาคา อําเภอสุขสําราญ จังหวัดระนอง ผลการศึกษา พบว่า การใช้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่อการเจริญเติบโตของพลับพลึงธาร พบว่า การให้ปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ 4 ครั้งต่อวัน มีจํานวนรากและความยาวใบมากที่สุด และการให้ 6 ครั้งต่อวัน มีความยาวราก จํานวนใบ ความกว้างใบ น้ำหนักสด และน้ำหนักแห้งมากกว่าการเจริญเติบโตในธรรมชาติ ดังนั้น แนวทางการผลิตต้นกล้าพลับพลึงธารคุณภาพ สามารถเลือกใช้การขยายพันธุ์โดยวิธีการผ่าแบ่งหัวออกเป็น 2 ส่วน และสามารถเพิ่มความแข็งแรงของต้นกล้าให้เพิ่มขึ้นได้โดยการเพิ่มคาร์บอนไดออกไซด์ จํานวน 4 - 6 ครั้งต่อวัน การขยายพันธุ์ในสภาพเรือนเพาะชํา และการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ สามารถขยายพันธุ์ได้ทั้งในส่วนของเมล็ด และการผ่าแบ่งหัว ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับช่วงฤดูกาลที่มีเมล็ดหรือช่วงที่มีหัวพันธุ์เพียงพอ โดยในสภาพเรือนเพาะชํา การผ่าแบ่งหัวออกเป็น 2 ส่วน มีความเหมาะสมมากที่สุดเมื่อเลี้ยงเป็นระยะเวลา 6 เดือน มีจํานวนหัวย่อยเฉลี่ย 5.42 ต้นต่อชิ้น คิดเป็น 10.83 ต้นต่อหัว และอัตราการรอดตายเฉลี่ยมากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ และเมล็ดสามารถงอก และย้ายไปปลูกในธรรมชาติได้ แต่หัวพันธุ์ใหม่ที่ได้ทั้งจากการผ่าหัว และเพาะเมล็ดเมื่อเลี้ยงต่อไปในเรือนเพาะชําจะไม่เพิ่มขนาด และฝ่อไปในที่สุด ส่วนการขยายพันธุ์โดยวิธีเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ การฟอกฆ่าเชื้อโดยใช้โซเดียมไฮโปรคลอไรด์ (Haiter?) 8 เปอร์เซ็นต์นาน 20 - 25 นาที และฟอกซ้ำด้วย Haiter? 4 เปอร์เซ็นต์นาน 15 นาที พบว่า ได้เนื้อเยื่อปราศจากเชื้อจากเมล็ดพันธุ์ ต่ำกว่าร้อยละ 7.5 แต่เมื่อทิ้งเมล็ดให้งอกในที่แห้ง แล้วฟอกหัวที่งอกใหม่ พบว่า ได้เนื้อเยื่อปราศจากเชื้อถึงร้อยละ 81 ต่างจากฟอกฆ่าเชื้อหัวพันธุ์อายุ 1 ปีที่เพาะในวัสดุปลูก ได้เนื้อเยื่อปราศจากเชื้อ 58.8 เปอร์เซ็นต์ ส่วนหัวใหญ่ขนาด 7 - 8 เซนติเมตร ฟอก 13 ด้วย Haiter? 10 เปอร์เซ็นต์นาน 15 - 20 นาที และฟอกซ้ำด้วย Haiter? 4 เปอร์เซ็นต์นาน 15 นาที พบว่าได้เนื้อเยื่อปราศจากเชื้อ 50 - 100 เปอร์เซ็นต์ เนื้อเยื่อที่ได้จากการผ่าหัวขนาดใหญ่ เมื่อเลี้ยงในอาหารสูตร MS ที่ เติมฮอร์โมน TDZ 0.5 มิลลิกรัม / ลิตร ให้ตา และยอดใหม่ เฉลี่ย 2.8 ตา และ 5 ยอด ต่อชิ้นเนื้อเยื่อ ในอาหารสังเคราะห์สูตรที่เติมฮอร์โมน BAP ความเข้มข้น 0.1 และ 0.5 มิลลิกรัม / ลิตร ให้ยอดใหม่เฉลี่ย 1.5 ยอด และ 1.3 หัวต่อชิ้นเนื้อเยื่อ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางหัวเฉลี่ย 4.4-4.9 มิลลิเมตร หลังจากถ่ายขวดอาหารซ้ำทุก 50 - 60 วันเป็นครั้งที่ 3 พบว่า ขนาดของหัวไม่เพิ่มขึ้น และมีบางส่วนตาย ดังนั้นจึงจําเป็นต้องศึกษาสูตรอาหารในการเพิ่มขนาดของหัวพันธุ์ในสภาพปลอดเชื้อเพื่อเหมาะสมจะผลิตหัวพันธุ์สําหรับปลูกเพิ่มเติมในธรรมชาติต่อไป สําหรับการศึกษารูปแบบการปลูกฟื้นฟูพลับพลึงธารในพื้นที่คลองนาคา อําเภอสุขสําราญ จังหวัดระนอง จากการประเมินอัตราการรอดตายของกล้าพลับพลึงธารตั้งแต่เริ่มปลูกจนกระทั่งกล้ามีอายุ 12 เดือน พบว่า อัตราการรอดตายเฉลี่ยของต้นกล้าด้วยรูปแบบ B (ฝังกล้าพร้อมชลอมไม้ไผ่) มีอัตราการอดตายเฉลี่ยมากที่สุด เท่ากับ 78.52 เปอร์เซ็นต์ รองลงมาคือ รูปแบบ C (ฝังกล้าในชลอมไม้ไผ่+แนวปะทะไม้ไผ่), รูปแบบ A (ฝังกล้าไม่มีแนวปะทะ) และ รูปแบบ D (ฝังกล้าพร้อมชลอมไม้ไผ่+แนวปะทะไม้ไผ่แบบกลุ่ม) ตามลําดับ โดยมีอัตราการรอดตายเฉลี่ย เท่ากับ 63.70, 49.63 และ 36.81 เปอร์เซ็นต์ตามลําดับ ทั้งนี้เนื่องจากทิศทางและความเร็วของกระแสน้ำ รวมถึงการทับถมของตะกอนภายในแนวปะทะที่ชะลอความเร็ว ของกระแสน้ำด้วยไม้ไผ่ ซึ่งมีผลต่อการตั้งตัวของกล้าในระยะแรก และไม่สามารถเติบโตได้ภายใต้ตะกอนที่ทับถม