การควบคุมประชากรผักตบชวาแบบบูรณาการ เพื่อการพัฒนากว๊านพะเยาอย่างยั่งยืน ระยะที่ 3
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
จากปัญหาการระบาดของผักตบชวาในกว๊านพะเยาที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและมีความรุนแรงมากขึ้นในปัจจุบัน นำไปสู่ปัญหาด้านคุณภาพน้ำ จึงได้ศึกษาการควบคุมประชากรผักตบชวาแบบบูรณาการ เพื่อการพัฒนากว๊านพะเยาอย่างยั่งยืน โดยศึกษาผลของสารอัลลีโลพาธีต่อการควบคุมการเจริญเติบโตของผักตบชวาในระดับโรงเรือนด้วยสารสกัดจากต้นเนียมหูเสือและต้นผกากรอง ระหว่างเดือนมกราดม-มีนาดม 2559 ที่มหาวิทยาลัยพะเยา โดยการทดลองที่ 1 ทำการแยกชนิดของสารอัลสีโลพาธีจากต้นผกากรองและต้นเนียมหูเสือ พบว่าการสกัดเนียมหูเสือ 1 กิโลกรัมน้ำหนักแห้ง ได้สารสกัดหยาบชั้นน้ำ 8.77 กรัม ได้สารสกัดหยาบที่มีคุณสมบัติเป็นกลาง 10.14 กรัม และได้สารสกัดหยาบที่มีคุณสมบัติเป็นกรด 8.07 กรัม ขณะที่การสกัดมกากรอง 1 กิโลกรัมน้ำหนักแห้ง ได้สารสกัดหยาบชั้นน้ำ 8.43 กรัม และสารสกัดหยาบที่มีคุณสมบัติเป็นกลาง 20.48 กรัม วางแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ จำนวน 16 กรรมวิธี กรรมวิธีละ 4 ซ้ำ แล้วติดตามผลการทดลองในวันที่ 5 และ 10 หลังการฉีดพ่นสารสกัด ผลการทดลองพบว่า สารสกัดทุกกรรมวิธีไม่มีผลต่อการลดน้ำหนักต่อต้น พื้นที่ใบ ดัชนีพื้นที่ใบ อัตราการเจริญต่อหนึ่งหน่วยพื้นที่ดิน และอัตราการเจริญต่อหนึ่งหน่วยเวลาได้ แต่มีแนวโน้มในการลดปริมาณคลอโรฟิลล์ของทุกกรรมวิธีลงให้ต่ำกว่าชุดควบคุมได้ การทดลองที่ 2 ผลการทดลองพบว่า กรรมวิธีที่ 3 สามารถลดลดน้ำหนักต่อต้น และพื้นที่ใบ ดัชนีพื้นที่ใบ อัตราการเจริญต่อหนึ่งหน่วยพื้นที่ดิน และอัตราการเจริญต่อหนึ่งหน่วยพื้นที่ใบของผักตบชวาในกว๊านพะเยาได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ การศึกษาความสามารถของเชื้อราสาเหตุโรคผักตบชวาในการควบคุมผักตบชวาโดยชีววิธีโดยนำเชื้อราทั้ง 6 ชนิด ได้แก่ Alternaria sp., Curvularia sp., Fusarium sp., Unidentifyed1,Unidentifyed2 และ Unidentifyed3 ซึ่งเป็นเชื่อสาเหตุของโรคในผักตบชวาไปฉีดพ่นบนต้นผักตบชวาที่เลี้ยงในพื้นที่จริง และตรวจสอบการเข้าทำลายหลังจากปลูกเชื้อแล้ว 7-21 วัน พบว่ากรรมวิธีที่ 2 (A/ternaria sp.) มีประสิทธิภาพสูงที่สุดในการเข้าทำลายผักตบชวา และมีคะแนนความรุนแรงมากที่สุดเท่ากับ 2.18 โดยมีลักษณะแผลเป็นจุดสีน้ำตาลเข้มหรือดำและเป็นวงค่อนข้ากลมเรียงช้อน ๆ กันเป็นชั้น ๆ ในขณะที่ด้านการเจริญเติบโต พบว่า กรรมวิธีที่ 8 (Alternaria sp. +Curvularia sp. + Fusarium sp. + Unidentified1 + Unidentified2 + Unidentified3) ทำให้จำนวนใบน้ำหนัก และการเกิดไหลลดลง ส่วนการใช้สารสกัดจากเชื้อรา Unidentied2 ในการทำลายผักตบชวา พบว่า สารสกัดจากเชื้อรา Unidentfied2 สามารถเข้าทำลายผักตบชวาและมีความรุนแรงชองโรคมากกว่าชุดควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในขณะที่การประยุกต์ใช้คาร์บอกซีเมธิลเซลลูโลสจากผักตบชวาร่วมกับเมธิลจัสโมเนตเพื่อยึดอายุการเก็บรักษาผลลองกอง ทำการวางแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ มี 8 กรรมวิธี ได้แก่ รมด้วยเมทิลจัสโมเนต ความเข้มข้น 5, 10, 20 ไมโครลิตร เคลือบผิวด้วยดาร์บอกชีเมทิลเซลลูโลสจากผักตบชวา ความเข้มข้น 2% ร่วมกับการรมด้วยรมด้วยเมทิลจัสโมเนต 0,5.10,20 ไมโครลิตร และชุดควบคุมไม่เคลือบผิวและไม่รมด้วยเมทิลจัสโมเนต จากนั้นผึ่งให้แห้ง บรรจุลงในกล่องพลาสติกหุ้มด้วยฟิล์มยืด นำมาเก็บรักษาที่คุณหภูมิห้อง 25+2 องศาเซลเชียส ความชื้นสัมพัทธ์ 60+2%และคุณหภูมิต่ำที่ 12+2 องศงศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์ 81+2% ผลการศึกษาพบว่า การเคลือบผิวด้วยคาร์บอกชีเมทิลเซลลูโลสจากผักตบชวา ความเข้มข้น 2% ร่วมกับการรมด้วยเมทิลจัสโมเนต 5 ไมโครลิตร ช่วยชะลอการสูญเสียน้ำหนัก การร่วงของผลลองกอง การเกิดโรค การเกิดสีน้ำตาลของผิวเปลือกด้านนอก และช่วยรักษาความแน่นเนื้อ โดยทำให้มีอายุการเก็บรักษานานที่สุด 11 และ 16.66 วัน เมื่อทำการเก็บรักษาที่อุณหภูมิห้อง และคุณหภูมิต่ำ ตามลำดับขณะที่ชุดควบคุมที่ไม่ได้เคลือบผิวมีอายุเก็บรักษา 9.33 วัน และ 14.35 วัน ตามลำดับ