Command Palette

Search for a command to run...

กลับไปผลการค้นหา
รายงานฉบับสมบูรณ์พ.ศ. 2558

ประสิทธิภาพของสารสกัดสาบเสือเพื่อเป็นสารธรรมชาติกำจัดศัตรูพืช

เดช วัฒนชัยยิ่งเจริญ มหาวิทยาลัยนเรศวร พ.ศ. 2558

ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)

บทคัดย่อ

สาบเสือ (Chromoleana odoratum L.) เป็นวัชพืชพบได้ทั่วไป เจริญเติบโตได้ทุกพื้นที่ พบว่ามีฤทธิ์ทางอัลลีโลพาธี จึงเกิดแนวคิดในการใช้ประโยชน์จากสาบเสือเป็นสารกำจัดวัชพืช การศึกษานี้มีเป้าหมายเพื่อหาส่วนและกลุ่มสารออกฤทธิ์สำคัญสูงสุดจากสาบเสือในระดับห้องปฏิบัติการ และเปรียบเทียบประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์สารกำจัดวัชพืชจากสาบเสือ เพื่อควบคุมวัชพืชในระดับโรงเรือนทดลอง โดยทำการศึกษาเปรียบเทียบสารสกัดจากส่วน ใบ ลำต้น ราก และ ทั้งต้นของสาบเสือ ด้วยเอทานอล 70% ทดสอบที่ระดับความเข้มข้น 1000, 2000, 4000 และ 8000 ppm ต่อการงอกและการเจริญเติบโตของหญ้าข้าวนก (Echinochloa crus-galli (L.) Beauv.) และผักโขม (Amaranthus viridis L.) ผลปรากฏว่า สารสกัดจากส่วนใบ สามารถยับยั้งวัชพืชได้สูงสุด รองลงมา คือส่วนทั้งต้น ส่วนราก และส่วนลำต้น ตามลำดับ จากนั้นทำการศึกษาการสกัดแยกกลุ่มสารสำคัญจากสาบเสือ ด้วยวิธีสกัดตามลำดับความมีขั้วของตัวทำละลายอินทรีย์ ได้แก่ ชั้นเฮกเซน ชั้นเอทิลอะซิเตท และชั้นบิวทานอล ตามลำดับ ทดสอบกลุ่มสารที่ระดับความเข้มข้น 500, 1000, 2000 และ 4000 ppm ต่อการงอกและการเจริญเติบโตของหญ้าข้าวนก และผักโขม ผลปรากฏว่า สารสกัดหยาบชั้นเฮกเซน สามารถยับยั้งวัชพืชทดสอบได้สูงสุด รองลงมาคือ ชั้นเอทิลอะซิเตท และชั้นบิวทานอล ตามลำดับ และพบว่าสารสกัดหยาบจากสาบเสือ 1 กิโลกรัมแห้ง มีอัตราส่วนของกลุ่มสารที่ละลายน้ำต่อกลุ่มสารที่ไม่ละลายน้ำ คือ 75 : 25 จากนั้นทำการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากสารสกัดหยาบชั้นเฮกเซน และชั้นเอทิลอะซิเตท โดยทำการทดสอบผลิตภัณฑ์แต่ละชนิดในวัชพืช 3 ระยะ ได้แก่ 1) pre-emergence 2) post-emergence 7 วัน และ 3) post-emergence 14 วัน ทดสอบที่ระดับความเข้มข้น 2%, 4% และ 6% a.i. ที่อัตราน้ำ 80 ลิตร/ไร่ ต่อวัชพืชทดสอบคือ หญ้าข้าวนก และผักโขม ผลปรากฏว่า การฉีดพ่นที่ระยะ post-emergence 7 วัน สามารถควบคุมวัชพืชได้สูงกว่า post-emergence 14 วัน ขณะที่ pre-emergence ไม่มีผลต่อการควบคุมวัชพืช เมื่อเพิ่มความเข้มข้นสูงขึ้น สามารถควบคุมวัชพืชสูงขึ้นตามไปด้วย และพบว่าสารกำจัดวัชพืชจากสาบเสือ เป็นสารประเภทชนิดเลือกทำลาย ซึ่งจะเป็นข้อมูลในการพัฒนาผลิตภัณฑ์สารสกัดหยาบจากสาบเสือเพื่อประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับการควบคุมวัชพืชในสภาพแปลงทดลองต่อไป คำสำคัญ : สาบเสือ อัลลีโลพาธี การแยกกลุ่มสารออกฤทธิ์ สารสกัดหยาบ สารกำจัดวัชพืชธรรมชาติ

คำสำคัญ

สารสกัดหยาบ (Crude extract)ผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ (Natural products)สาบเสือ (Chromolaena odorata L.)สารธรรมชาติกำจัดศัตรูพืช (Natural pesticide)อัลลีโลพาธี (Allelopathy)

งานวิจัยในหัวข้อใกล้เคียง

การศึกษาศักยภาพทางอัลลีโลพาทีของขันทองพยาบาท และการพัฒนาเป็นสารธรรมชาติกำจัดวัชพืช

พัชนี เจริญยิ่ง สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง พ.ศ. 2552

ศักยภาพของสารสกัดจากมะหาดต่อการควบคุมการงอกและเจริญเติบโตของวัชพืชในนาข้าว เพื่อเพิ่มมูลค่าและการใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน

อุดมเดชา พลเยี่ยม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร พ.ศ. 2558

การพัฒนาสารกำจัดวัชพืชจากชะอมเพื่อการจัดการวัชพืชอย่างยั่งยืน

รศ.ดร. จำรูญ เล้าสินวัฒนา สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง พ.ศ. 2552

ศักยภาพของสารสกัดพืชสมุนไพรบางชนิดควบคุมเพลี้ยไฟข้าว

ปภพ สินชยกุล มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พ.ศ. 2560

การควบคุมศัตรูที่สำคัญของข้าวเพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

นายประภาษ กาวิชา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พ.ศ. 2552

การศึกษาการต้านอนุมูลอิสระของสารสกัดหยาบจากสาบเสือ

สุชาดา โทผล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต พ.ศ. 2559

ความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีชีวภาพสำหรับการเก็บรักษาความสมบูรณ์พันธุ์ของสัตว์ป่า

พิแอร์ โคมิซซูลี่ พ.ศ. 2559

การใช้ประโยชน์ของสารสมุนไพรในการกำจัดศัตรูพืชผัก

สุภาพร แสงศรีจันทร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ พ.ศ. 2561

การจัดการและการใช้ประโยชน์จากป่าบุ่งป่าทาม บุ่งชีหลง ตำบลโพนงาม อำเภอโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคาม

ชมภู่ เหนือศรี มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม พ.ศ. 2555

โครงการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการจัดการศัตรูพืชเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมันสำปะหลัง อ้อย และปาล์มน้ำมัน

อนุวัฒน์ จันทรสุวรรณ กรมวิชาการเกษตร พ.ศ. 2565