โครงการวิจัยการปรับปรุงพันธุ์มันสำปะหลัง
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
งานวิจัยที่ดำเนินการในปีงบประมาณ 2549-2553 เป็นการพัฒนาพันธุ์และศึกษาข้อมูลประกอบพันธุ์ทางด้านอารักขาพืช การจัดการปัจจัยการผลิต เช่น ธาตุอาหารพืช สารปรับปรุงดิน การให้น้ำ และวิทยาการหลังการเก็บเกี่ยว โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ได้พันธุ์มันสำปะหลังที่มีเปอร์เซ็นต์แป้งสูงพร้อมเทคโนโลยีสำหรับผลิตเอทานอล พันธุ์มันสำปะหลังที่สามารถเก็บเกี่ยวได้เมื่ออายุน้อยกว่า 8 เดือน และพันธุ์ที่มีปริมาณใบและโปรตีนสูง สำหรับใช้เป็นอาหารสัตว์ ผลการวิจัยได้พันธุ์มันสำปะหลังเพื่ออุตสาหกรรม 2 พันธุ์ คือ พันธุ์ระยอง 9 และพันธุ์ระยอง 11 โดยทั้ง 2 พันธุ์มีปริมาณแป้งสูงกว่า 25เปอร์เซ็นต์ และยังได้พันธุ์เพื่อเป็นอาหารสัตว์ ที่ให้ผลผลิตใบแห้งสูงกว่า 2 ตันต่อไร่ และมีโปรตีนใน ใบสูงกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ โดยพันธุ์ที่แนะนำสำหรับปลูกเพื่อผลิตใบเป็นอาหารสัตว์ เป็นพันธุ์ใหม่ 3 พันธุ์ ได้แก่ CMR44-03-57 CMR44-24-76 และ 58A และเป็นพันธุ์เดิม 2 พันธุ์ คือ เกษตรศาสตร์ 50 และระยอง 5 พันธุ์ใหม่มีศักยภาพในการให้ผลผลิตใบสูงกว่าพันธุ์เดิม แต่ให้ผลผลิตหัวต่ำกว่า และได้เทคโนโลยีการปลูก ดูแลรักษา และเก็บเกี่ยว รวมถึงการแปรรูปเป็นอาหารสัตว์ที่มีคุณภาพ สำหรับพันธุ์เก็บเกี่ยวอายุน้อยกว่า 8 เดือน ยังต้องเร่งทำงานวิจัยเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของเกษตรกรโดยด่วนในการวิจัยด้านการอารักขาพืชพบว่า ในฤดูการผลิตปี 2551/52 และ 2552/53 เป็นปีที่มีการระบาดของเพลี้ยแป้งในไร่มันสำปะหลังอย่างรุนแรงที่สุดของประเทศไทย จากการประเมินระดับการเข้าทำลายในสภาพธรรมชาติ สามารถคัดเลือกพันธุ์ลูกผสมชุดปี 2548 และ 2549 และพันธุ์จากต่างประเทศที่มีการระบาดของเพลี้ยแป้งน้อย 4 พันธุ์ ได้แก่ CMR48-53-48 CMR48-56-18 MVen 156 และ CMR49-22-240 จึงรวบรวมไว้เป็นเชื้อพันธุกรรมในการพัฒนาพันธุ์ต่อไป สำหรับโรคที่สำคัญสำหรับมันสำปะหลัง คือ โรคไหม้ (Cassava Bacterial blight) และโรคแอนแทรกโนส (Anthracnose) พบว่า จากการปลูกเชื้อโรคไหม้ (Xanthomonas axonopodis pv. manihotis ) ในลูกผสมชุดปี 2547-2550 และพันธุ์จากต่างประเทศ มีพันธุ์ที่มีระดับความต้านทานสูงกว่าพันธุ์อื่น ๆ ที่สมควรรวบรวมไว้เป็นเชื้อพันธุกรรม ดังนี้ พันธุ์ CMR47-37-103, CMR48-35-23, 47 S1S 80 -30, CMR49-90-106, CMR49-22-2, CMR 50-45-70, CR 101, MBra 698 และ CMR 50-41-1 ในส่วนของโรคแอนแทรกโนส ได้เก็บรวบรวมเชื้อราสาเหตุโรคแอนแทรกโนส 8 ไอโซเลท จาก 8 จังหวัด พบว่า ทุกไอโซเลทสามารถก่อให้เกิดโรคที่มีความรุนแรงระดับสูงสุด เมื่อจำแนกชนิดเชื้อราสาเหตุ พบว่าเป็น Colletotrichum gloeosporioides f.sp. manihotis จึงได้นำเชื้อราจากจังหวัดนครราชสีมา ไปทดสอบวิธีการปลูกโรคที่เหมาะสม พบว่า การทำแผลที่รอยต่อโคนก้านใบกับลำต้นก่อความรุนแรงของโรคสูงสุด เมื่อทดสอบปฏิกิริยาของมันสำปะหลังพันธุ์ต่าง ๆ ในสภาพโรงเรือนทดลอง พบว่า มันสำปะหลังที่นำมาตรวจสอบทุกพันธุ์ คือ พันธุ์ระยอง 5 ระยอง 7 ระยอง 9 ระยอง 11 ระยอง 72 ระยอง 90 เกษตรศาสตร์ 50 ห้วยบง 60 และห้วยบง 80 อ่อนแอต่อโรคแอนแทรกโนส อย่างมาก โดยมีเปอร์เซ็นต์การเป็นโรค 82-100% และมีอาการยอดตาย (die back) จึงควรเร่งหาพันธุ์ต้านทานต่อโรคแอนแทรกโนสจากแหล่งพันธุกรรมในประเทศและต่างประเทศต่อไป งานวิจัยด้านการจัดการปัจจัยการผลิต และพันธุ์มันสำปะหลังที่เหมาะสม สำหรับชุดดินห้วยโป่ง และชุดดินสัตหีบ ในจังหวัดระยอง ชุดดินมาบบอน ชุดดินหุบกระพง และชุดดินสตึก ในจังหวัดชลบุรี ชุดดินกบินทร์บุรี และชุดดินโคราช ในจังหวัดปราจีนบุรี ชุดดินวาริน และชุดดินน้ำพอง ในจังหวัดนครราชสีมา ชุดดินลาดหญ้า และชุดดินโคราช ในจังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งส่วนใหญ่เป็นดินร่วนปนทราย และดินทราย พบว่า การใส่ปุ๋ยอัตราที่กรมวิชาการเกษตรแนะนำ คือ 16-8-16 กก./ไร่ ของ N-P2O5-K2O ทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นร้อยละ 20-95 ขึ้นกับคุณสมบัติของดินแต่ละแปลงทดลอง และเป็นอัตราที่ให้ผลคุ้มค่ากับการลงทุนมากที่สุดในภาวะที่ปุ๋ยเคมียังมีราคาแพง และยังพบว่า มันสำปะหลังพันธุ์ต่าง ๆ มีความเหมาะสมกับแต่ละชุดดินแตกต่างกันไป ดังนี้ พันธุ์ระยอง 9 เหมาะกับดินทรายถึงดินร่วนปนทราย ได้แก่ ชุดดิน สัตหีบ ที่จังหวัดระยอง ชุดดินน้ำพอง ที่กาฬสินธุ์ และชุดดินสีคิ้ว ที่นครราชสีมา ส่วนพันธุ์ระยอง 11 เหมาะกับดินร่วนถึงร่วนเหนียวปนทราย ที่มีความอุดมสมบูรณ์ (O.M. > 1.5%) และทนต่อดินที่มีภาวะเป็นกลางถึงด่างอ่อน ๆ เช่น ชุดดินวังไฮ ที่จังหวัดเลย ชุดดินตาคลีที่นครสวรรค์ และชุดดินกำแพงแสนที่สุพรรณบุรี นอกจากนี้ยังพบว่า พันธุ์ระยอง 5 เหมาะกับชุดดินโคราช ที่จังหวัดปราจีนบุรี พันธุ์ระยอง 72 เหมาะกับชุดดินสตึก-ตื้นที่จังหวัดขอนแก่น และพันธุ์ระยอง 7 เหมาะกับชุดดินโคราชที่มีระดับน้ำใต้ดินตื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด