ศึกษาอัตราการให้น้ำสำหรับมันสำปะหลังที่ปลูกปลายฤดูฝน
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
กล่าวโดยทั่วไป การปลูกมันสำปะหลังปลายฤดูฝนพืชจะขาดน้ำในช่วงฤดูแล้งหลังปลูก 5-6 เดือน ก่อนที่จะเข้าสู่ช่วงต้นฤดูฝน การให้น้ำชลประทานเพิ่มเติมในช่วงฤดูแล้งร่วมกับอาศัยน้ำฝนจึงน่าจะทำให้มัน สำปะหลังได้รับน้ำเพียงพอตลอดฤดูปลูก ซึ่งจะทำให้ได้ผลผลิตสูงขึ้นกว่าการปลูกโดยอาศัยน้ำฝนอย่างเดียว ทำการทดลองที่หมวดพืชไร่ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ระหว่างเดือนตุลาคม 2557- เดือน ตุลาคม 2558 โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลของอัตราการให้น้ำที่แตกต่างกันในช่วงฤดูแล้งที่มีต่อการ เจริญเติบโต ผลผลิต และคุณภาพแป้งของมันสำปะหลัง วางแผนการทดลองแบบ split-plot design จำนวน 4 ซ้ำ มันสำปะหลัง 2 พันธุ์ ได้แก่ห้วยบง-80 และระยอง-11 เป็น main-plot และอัตราการให้น้ำที่แตกต่าง กันเป็น sup-plot ได้แก่ (1) ให้ปริมาณน้ำ 15 มม. เมื่อค่าระเหยสะสมได้ 60 มม. (2) ให้ปริมาณน้ำ 30 มม. เมื่อค่าระเหยสะสมได้ 60 มม. (3) ให้ปริมาณน้ำ 15 มม. เมื่อค่ระเหยสะสมได้ 40 มม. (4) ให้ปริมาณน้ำ 30 มม. เมื่อค่าระเหยสะสมได้ 40 มม. และ (5) ไม่มีการให้น้ำ (ควบคุม) โดยทุกกรรมวิธีจะได้รับน้ำฝนในปริมาณ ที่เท่ากันตลอดฤดูปลูก 853 มิลลิเมตร ผลการศึกษา พบว่าทุกอัตราการให้น้ำได้ผลผลิตน้ำหนักหัวสดสูงกว่า การปลูกมันสำปะหลังที่ไม่มีการให้น้ำในช่วงฤดูแล้งระหว่าง 31-52 เปอร์เซ็นต์ โดยอัตราการให้น้ำ 30 มม. เมื่อค่าระเหยสะสม 40 มม. ได้ผลผลิตสูงสุด (13.8 ตัน/ไร่) เมื่อมีการเปรียบเทียบพันธุ์ที่ทดสอบ พันธุ์ห้วยบง- 80 ให้ผลผลิตน้ำหนักหัวสด (19.8 ตัน/ไร่) สูงกว่าพันธุ์ระยอง-11 (9.7 ต้น/ไร่) คิดเป็น 39 เปอร์เซ็นต์ การ ทดลองนี้ อัตราการให้ และพันธุ์มันสำปะหลังไม่มีผลทำให้เปอร์เซ็นต์แป้งในหัวมีความแตกต่างกันทางสถิติ