กำลังโหลดข้อมูล…
Search for a command to run...
การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยความมั่นคงทางการเงินของสหกรณ์ออมทรัพย์ ในเขตพื้นที่ภาคเหนือของไทย ใช้แนวคิด CAMEL Analysis และสกัดปัจจัยความมั่นคงทางการเงิน โดยใช้แนวคิดการวิเคราะห์ปัจจัย Factor Analysis ประชากรคือข้อมูลงบการเงินของสหกรณ์ออมทรัพย์ในเขตพื้นที่ภาคเหนือของไทย รวม 16 จังหวัด 170 สหกรณ์ เลือกตัวอย่างโดยวิธีการเจาะจงเลือกจากข้อมูลงบการเงินของสหกรณ์ออมทรัพย์ตามกรอบของประชากร ได้ตัวอย่างจำนวน 158 สหกรณ์ ผลการวิเคราะห์ปัจจัย พบว่าค่าเฉลี่ยอัตราส่วนทางการเงินสามารถสรุป ปัจจัยความมั่นคง ทางการเงินได้ 5 ปัจจัย ประกอบด้วย 1) ความพอเพียงของเงินทุน 2) คุณภาพของสินทรัพย์ 3) ความสามารถในการบริหาร 4) ความสามารถในการหารายได้และ 5) สภาพคล่อง โดยสามารถอธิบายความแปรปรวนของปัจจัยได้ ร้อยละ 81.90 ผลการวิเคราะห์อัตราส่วนทางการเงินของสหกรณ์ออมทรัพย์ในเขตพื้นที่ภาคเหนือของไทย พบว่ามีค่าเฉลี่ยดีกว่าค่าเฉลี่ยของสหกรณ์ออมทรัพย์ทั่วประเทศ ในมิติของความพอเพียงของเงินทุน คุณภาพของสินทรัพย์ และสภาพคล่องส่วนมิติความสามารถในการหารายได้นั้น มีค่าเฉลี่ยที่ต่ำกว่าสหกรณ์ออมทรัพย์ทั่วประเทศ และมิติความสามารถในการบริหารยังมีอัตราส่วนที่ต่ำกว่าได้แก่ เงินออมต่อสมาชิกและกำไรต่อสมาชิก ผลการวิเคราะห์เพื่อสร้างตัวแปรจำแนก (discriminant variate) ด้วยวิธี Stepwise Method พบว่า ตัวแปรที่สามารถใช้ในการสร้างสมการจำแนกกลุ่มความมั่นคงทางการเงินของสหกรณ์ออมทรัพย์ในเขตพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทยได้ มีจำนวนเพียง 3 ตัวแปรที่สามารถจำแนกประเภทได้ดีที่สุด ประกอบด้วย ตัวแปรในมิติความพอเพียงของเงินทุน คือตัวแปรอัตราการเติบโตของสินทรัพย์ มีค่า Wilks Lambda เท่ากับ .678 และตัวแปรในมิติของสภาพคล่อง 2 ตัวแปร คือ อัตราการเติบโตของทุนสำรอง และอัตราการเติบโตของทุนสะสมอื่น โดยมีค่า Wilks Lambda เท่ากับ .531 และ .481 ตามลำดับ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ3 ตัวแปร ผลการทดสอบความถูกต้องของสมการการจำแนกเพื่อใช้ในการพยากรณ์ความมั่นคงทางการเงินของสหกรณ์ออมทรัพย์ในเขตพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทย พบว่า สมการการวิเคราะห์ สามารถจำแนกกลุ่มสหกรณ์ที่ไม่มีความมั่นคงทางการเงินได้ถูกต้องร้อยละ 83.3 ในขณะที่การจำแนกกลุ่มที่มีความมั่นคงทางการเงินได้ถูกต้องร้อยละ 98.7 ความถูกต้องของสมการโดยรวมเท่ากับ ร้อยละ 98.1